5 วิธี สอนลูกให้รู้ทันคนแปลกหน้า!

ยังคงมีข่าวออกมาเรื่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องเด็กหาย ซึ่งสร้างความเสียใจและหดหู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่ประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้มาหลายรายแล้ว มีงานวิจัยพบว่า การห้ามไม่ให้ลูกพูดกับคนแปลกหน้าไม่น่าจะใช่วิธีการสอนที่ถูกต้อง แล้วคุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกอย่างไรดี เพื่อให้ลูกรู้เท่าทันคนแปลกหน้า … วันนี้ ดร.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้อำนวยการ SE-ED Learning Center จะมาให้คำแนะนำและวิธีการสอนให้ลูกรู้เท่าทันคนแปลกหน้ากันในบทความนี้ค่ะ

slc 004

ตามที่คุณพ่อคุณแม่ได้รับทราบข่าวสารตาม Facebook ก็จะทราบอยู่บ้างว่ากรณีเด็กหาย หรือลูกถูกลักพาตัว นี่เป็นปัญหาที่พบอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยเลยนะครับ แต่มักไม่ค่อยเป็นข่าวตามโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์เท่านั้นเอง ซึ่งพอนึกด้วยหัวอกคนเป็นคุณพ่อคุณแม่เหมือนกัน นี่มันก็รู้สึกเห็นใจ และอดที่จะรู้สึกเสียใจด้วยไม่ได้เลยนะครับ

คุณพ่อคุณแม่บางท่าน มักจะมีความเข้าใจผิดว่า – – เด็กน่าจะมีความเสี่ยงที่จถูกลักพาตัวในสถานที่แปลกถิ่น และระหว่างที่เด็กถูกลักพาตัว แก๊งค์ลักพาตัวคงจะต้องมีการฉุกกระชากลากถูกเด็กขึ้นรถตู้แน่ๆ – – แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเลยนะครับ

จากข้อมูลของมูลนิธิกระจกเงา (http://goo.gl/t0v0Xj และ http://goo.gl/8vBrlP) พบว่าปัญหาเด็กหาย มักจะอยู่ในลักษณะดังต่อไปนี้
1. จุดที่พบว่าเด็กถูกลักพาตัวมากที่สุด ก็คือ หน้าบ้าน และหน้าโรงเรียน เพราะพ่อแม่จะรู้สึกสถานที่เหล่านี้เป็นที่ปลอดภัย จนชะล่าใจ

2. การลักพาตัวเด็กส่วนใหญ่จะไม่มีการฉุกกระชากลากถูก หรือทำร้ายเด็กนะครับ คนร้ายมักจะใช้วิธีการหลอกล่อเด็กด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การให้ขนม ชวนไปซื้อขนม ชวนไปซื้อของเล่น อ้างว่าพ่อแม่ให้มารับ แกล้งถามทางแล้วให้เด็กพาไป

3. บางรายนี่จะมาร่วมเล่นกับเด็กอยู่บ่อยๆ เพื่อตีสนิทให้เด็กวางใจ ก่อนลงมือลักพาตัว

เห็นไหมครับว่าการลักพาตัว เด็กมักจะถูกลักพาไปแบบเนียนๆ ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีพฤติกรรมพิรุธใดๆ เลยนะครับ ซึ่งอันตรายมากๆ มาถึงจุดนี้แล้ว คำถามต่อไปที่คุณพ่อคุณแมจะถามก็คือ – – แล้วเราจะมีวิธีการอย่างไรที่ดีที่สุด ในการป้องกันไม่ให้ลูกของเราถูกลักพาตัว – –

จริงๆ การสอนให้ลูกของเรามี – – ทักษะในการระมัดระวังคนแปลกหน้า – – ถือว่าเป็นทักษะในการเอาตัวรอด (Survival Skill) ที่สำคัญมากๆ นะครับ เพราะทักษะในการระมัดระวังคนแปลกหน้านี้ ถ้าบ่มเพาะดีๆ จะช่วยทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาอย่างมีวิจารณญาณครับ ไม่ถูกหลอกได้ง่ายๆ คือ จริงๆ ถ้าเรามองว่า “การลักพาตัวเด็ก” คือ “การหลอกลวง หรือการฉ้อโกง” บางทีผู้ใหญ่แท้ๆ ก็ไม่ได้มีทักษะในการระมัดระวัง หรือมีวิจารณญาณดีกว่าเด็กเลยนะครับ ไม่อย่างนั้นเราจะได้ข่าวอยู่บ่อยๆ หรือครับ ที่มีแก๊งค์บัตรเครดิตโทรศัพท์มาหลอกให้เหยื่อไปกด ATM โอนเงินให้ โดยอาจจะสร้างเรื่องว่า – – คนที่เรารักถูกตำรวจจับ ต้องให้เราโอนเงินไปประกันตัว หรือ เราติดหนี้บัตรเครดิต ให้เราไปตรวจสอบที่ตู้ ATM บ้าง หรือ มีคนอ้างว่าเป็นตำรวจ ขอตรวจสอบบัญชีของเรา คือมิจฉาชีพเหล่านี้ มักจะสร้างเรื่องเพื่อหลอกให้เราไปที่ตู้ ATM แล้วอ้างว่าให้เรากดปุ่มนั้นปุ่มนี้เพื่อตรวจสอบอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้วคือการหลอกให้เราเข้าไปที่โหมดภาษาอังกฤษ เพื่อกดโอนเงินให้กับมิจฉาชีพ – – เห็นไหมครับ อย่าว่าแต่เด็กเลย ขนาดผู้ใหญ่ยังถูกหลอกเลยนะครับ เพราะว่ามิจฉาชีพเหล่านี้ มีวิธีในการหว่านล้อม หลอกล่อ ทำให้หลงเชื่อ – – ถ้าใครไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่ ถ้าไม่ถูกฝึกให้มี “วิจารณญาณที่ดี” ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อได้ครับ – –

เพื่อป้องกันปัญหานี้ คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยเลยนะครับมักจะสั่งลูกว่า – – ห้ามไม่ให้พูดกับคนแปลกหน้า – – แต่จากงานวิจัยเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กในเร็วๆ นี้ (อ่านเพิ่มเติมที่ http://goo.gl/CglLfy) ได้ระบุว่าการสั่งให้เด็กไม่คุยกับคนแปลกหน้า เป็นวิธีที่ไมได้ช่วยทำให้เด็กพัฒนา “วิจารณญาณ” ขึ้นเลยครับ (เด็กส่วนใหญ่ที่ถูกลักพาตัว ก็ถูกพ่อแม่สั่งให้ไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้าทั้งนั้นล่ะครับ) นอกจากนี้การสอนแบบกำปั้นทุบดินว่า “ห้ามไม่ให้ลูกคุยกับคนแปลกหน้า” บางครั้งมันมี Side Effect นะครับ คือ จะทำให้เด็กไม่มีสัมมาคารวะ กับคนแปลกหน้าที่เป็นเพื่อนเราแท้ๆ หรือเป็นญาติที่อาจจะไม่ได้พบกันบ่อยนัก ทำให้เด็กระแวงที่จะพูดคุยกับคนอื่นๆ ก็ได้ครับ เอาเป็นว่าตราบใดที่เด็กไม่ได้รับการพัฒนาให้มีวิจารณญาณ ต่อให้ไม่ถูกลักพาตัว แต่พอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ ก็เสี่ยงที่จะถูกมิจฉาชีพหลอกอยู่ดีครับ

ในงานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า เด็ก 3 ขวบ สามารถที่จะมีวิจารณญาณที่ดีในการแยกแยะได้ว่าใครที่น่าไว้วางใจ และใครที่ไม่ควรไว้วางใจนะครับ และถ้าเด็กถูกพัฒนาวิจารณญาณอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เด็กมีวิจารณญาณเทียบเท่ากับผู้ใหญ่ เมื่อตอนเขาอายุ 7 ขวบเลยนะครับ

ซึ่งวิธีการสอนให้ลูกของเรามีวิจารณญาณ และมีทักษะที่รู้เท่าทันคนแปลกหน้า นั้นสามารถสรุปได้โดยสังเขป ดังนี้ครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://goo.gl/vx2mV3 และ http://goo.gl/fC6WqR และ http://goo.gl/F3kUmt)

1. เริ่มสอนลูกของเราให้มีวิจารณญาณ และทักษะในการรู้เท่าทันกับคนแปลกหน้าได้ตั้งแต่ 2 – 3 ขวบนะครับ (จากสถิติเด็กที่ถูกลักพาตัวมากที่สุด คือ เด็ก 4 ขวบนะครับ เพราะเด็กเริ่มช่วยตัวเองได้มากขึ้น จนคุณพ่อคุณแม่ชะล่าใจ) โดยเริ่มต้นสอนให้เขารู้จักว่า “คนแปลกหน้า” คือคนที่เขาไม่รู้จัก โดยสอนให้เขาเข้าใจว่า “คนแปลกหน้า” มีทั้งคนดี และคนไม่ดี (อย่าไปสอนโดยใช้การขู่ให้เด็กกลัวคนแปลกหน้าอย่างไร้เหตุผลนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นเด็กจะกลายเป็นคนที่กลัวคนแปลกหน้าโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งจะส่งผลต่อทักษะในการเข้าสังคม และการมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ได้ครับ ที่สำคัญที่สุด เวลาที่เด็กถูกทำร้าย หรือถูกคุกคามโดยคนแปลกหน้า คนที่จะช่วยลูกเราได้อย่างทันท่วงทีก็คือคนแปลกหน้าที่อยู่แถวๆ นั้นอีกนั่นล่ะครับ)

2. ย้ำให้ลูกเข้าใจเสมอว่า การจะแยกว่า “คนแปลกหน้า” คนไหนเป็นคนดี คนไหนเป็นคนไม่ดี นั้นแยกได้ยากมากๆ จะดูที่การแต่งตัวก็ไม่ได้ จะดูที่หน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใสก็ไม่ได้ แต่เบื้องต้นเอาเป็นว่าคนแปลกหน้าคนไหนที่คุณพ่อคุณแม่พูดคุยทักทายด้วย และแนะนำให้ลูกรู้จัก ลูกควรจะต้องสวัสดี และกล่าวทักทายเสมอ เพราะการที่คุณพ่อคุณแม่พูดคุยด้วย และแนะนำคนแปลกหน้าคนนั้นให้ลูกรู้จัก นั้นแสดงว่าคนแปลกหน้าคนนั้นเป็นคนที่คุณพ่อคุณแม่รู้จัก และไว้วางใจได้ เพียงแต่ลูกยังไม่รู้จักเท่านั้นเอง

3. ควรสอนให้ลูกรู้จักว่า “คนแปลกหน้า” ที่ลูกสามารถไว้ใจ และสามารถขอความช่วยเหลือได้ คือ ใครบ้าง เช่น คุณครูคนไหนก็ได้ที่โรงเรียน (แม้ว่าจะไม่ได้สอนเรา หรือไม่ได้เป็นครูประจำชั้น) หรือตำรวจจราจรที่อยู่ที่หน้าโรงเรียน หรือเจ้าหน้าที่ร้านสวัสดิการในโรงเรียน เป็นต้น

4. ควรซักซ้อมแผนการณ์ในสถานการณ์ต่างๆ กับลูกอยู่เสมอครับ เช่น ถ้าเกิดพลัดหลงกันขึ้นมาจะทำอย่างไร หรือเวลาที่ลูกรู้สึกระแวงคนแปลกหน้า แล้วลูกเราควรวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง เช่น
– ถ้ากลับมาที่บ้าน แล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่บ้าน ให้ขอเข้าไปอยู่กับคุณป้าข้างบ้านก่อน
– เวลาพลัดหลงกันในห้างสรรพสินค้า ให้ลูกเดินไปที่ประชาสัมพันธ์ หรือเดินไปหา รปภ. ห้างเป็นต้น หรือเดินเข้าไปในร้านใดร้านหนึ่งภายในห้างเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยไม่ต้องอาย เป็นต้น โดยคุณพ่อคุณแม่ควรซักซ้อม โดยชี้ให้ลูกเห็น และรู้ชัดๆ ว่า “ถ้าพลัดหลงกัน ให้ลูกเดินมาที่จุดๆ นี้ ให้เดินไปหาคนที่แต่งชุดๆ นี้ คล้องบัตรแบบนี้” เป็นต้น
– เวลารอคุณพ่อคุณแม่มารับที่โรงเรียน อย่าอยู่คนเดียว ให้เล่นกับเพื่อนๆ หรือไปนั่งอ่านหนังสือ หรือนั่งเล่นที่ห้องสมุด ที่มีคุณครูอยู่ เป็นต้น
– เวลาที่ลูกเจอคนแปลกหน้าที่หน้าโรงเรียน แล้วรู้สึกไม่ไว้วางใจ ควรแนะนำให้ลูกวิ่งมาหาใครที่ดีที่สุด ทำได้ในทางปฏิบัติที่สุด เช่น การวิ่งมาหาคุณครูที่เข้าเวร หรือวิ่งเข้าไปในสำนักงานของโรงเรียน หรืออย่างน้อยๆ อาจจะวิ่งมารวมกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เป็นนักเรียนร่วมโรงเรียนก็ยังดี
– เวลาที่ลูกเจอคนแปลกหน้าที่สนามเด็กเล่นในหมู่บ้าน แล้วรู้สึกไม่ไว้วางใจ ควรแนะนำไปเลยว่าให้ลูกวิ่งไปหาพ่อแม่ของเด็กคนอื่นๆ ที่เล่นอยู่ในสนามด้วยกัน หรือวิ่งไปหา รปภ. หมู่บ้าน หรือวิ่งเข้าไปในร้านสะดวกซื้อร้านนั้นร้านนี้ เป็นต้น เรื่องแบบนี้ควรต้องซักซ้อมกับลูกไว้นะครับ
– ไม่ควรไปเข้าห้องน้ำคนเดียว ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ อาจจะบอกให้ครูพาไป ถ้าเป็นเด็กโตหน่อยให้ชวนเพื่อนไปด้วย เป็นต้น

5. คอยพูดคุยกับลูกในลักษณะจำลองสถานการณ์ หรือสมมติเหตุกาณณ์ต่างๆ แล้วถามลูกว่าในสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ เขาควรจะทำอย่างไร เช่น
– ถ้ามีคนแต่งตัวดีมากเลย เอาขนมมาให้ลูกกิน หรือให้เงินค่าขนมลูก ลูกจะทำยังไง
– ถ้ามีคนมาบอกว่าคุณพ่อคุณแม่ให้มารับ โดยบอกว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่สบายมารับไม่ได้ จะทำยังไง
– ถ้ามีคนมาบอกว่า “คุณแม่ให้มาบอกว่า คุณแม่รออยู่ที่ร้านตรงนี้ ให้ตามมา” ลูกจะทำยังไง
– ถ้ามีคนแปลกหน้ามาชวนไปซื้อของเล่น ไปซื้อขนม ลูกจะทำยังไง
– ถ้ามีคนแปลกหน้ามาบอกว่า “คุณพ่อคุณแม่ไม่สบาย อยู่โรงพยาบาล จะมาพาลูกไปหา” ลูกจะทำยังไง
– ถ้ามีคนแปลกหน้ามาถามทาง แล้วชวนให้ลูกขึ้นรถไปบอกทาง ลูกจะทำยังไง
– ฯลฯ

ในข้อที่ 4 – 5 นี่สำคัญมากๆ ครับ เพราะเป็นวิธีที่ฝึก “วิจารณญาณ” ให้กับลูกเราอย่างดีมากๆ เลยครับ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องคอยทานซ้ำ ถามย้ำหลายๆ ครั้งหน่อย คอยถาม – ตอบ อธิบายเพิ่มเติม ไปเรื่อยๆ เพื่อให้วิจารณญาณของลูกดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันลูกเราจากคนแปลกหน้าที่ประสงค์ร้าย ที่สำคัญที่สุด การทานซ้ำว่าถ้าเจออย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ อยู่บ่อยๆ จะช่วยทำให้ลูกของเรานึกขึ้นได้ครับว่าเขาควรทำอย่างไร ในกรณีที่เหตุการณ์สมมติเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงๆ

จากงานวิจัยระบุชัดนะครับว่า ถ้าคุณพ่อคุณแม่ใช้สถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ ในการถาม – ตอบ พูดคุยแบบให้เขาได้คิด ได้ตอบเองบ้าง จะทำให้วิจารณญาณของเขาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เขาสามารถแยกแยะคนแปลกหน้าว่าคนไหนไว้ใจได้ คนไหนไว้ใจไม่ได้ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำเหมือนกับผู้ใหญ่เลยครับ (งานวิจัยระบุว่าเด็ก 7 ขวบ ก็มีวิจารณญาณเทียบเท่าผู้ใหญ่แล้วนะครับ)

นอกจากนี้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมความพร้อมให้กับลูกเราเพื่อความปลอดภัยเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://goo.gl/GRMWrZ)
– การให้ลูกจำชื่อจริง และนามสกุลจริงของตัวเองให้ได้ จำเบอร์โทรศัพท์ของคุณพ่อคุณแม่ให้ได้
– การเขียนรายละเอียดสำคัญใส่ในกระดาษ แล้วเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงของลูก เช่น ชื่อจริง นามสกุลจริง เบอร์โทรศัพท์คุณพ่อคุณแม่ ที่อยู่ ฯลฯ แล้วให้คุณพ่อคุณแม่สอนลูกว่า หากเกิดการพลัดหลงกัน แล้วให้หยิบกระดาษใบนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ (ที่แต่งตัวแบบนี้) แล้วเดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะโทรศัพท์ตามคุณพ่อคุณแม่มารับเอง เป็นต้น

ผมว่าเรื่องการสอนลูกให้รู้เท่าทันกับคนแปลกหน้า เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ นะครับ (ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมานี่คุณพ่อคุณแม่ปริ่มจะขาดใจทุกครั้ง) นอกจากมันจะเป็นเรื่อง “ความปลอดภัย และทักษะการเอาตัวรอด” ที่ลูกควรจะต้องมีแล้ว มันยังเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาวิจารณญาณของลูกอีกด้วยนะครับ เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่รู้เท่าทันสังคม มีอารมณ์ฉุกคิดที่จะระมัดระวังในเรื่องสุ่มเสี่ยงต่างๆ โดยที่ไม่มองโลกในแง่ร้ายจนเกินไปนัก และเป็นคนที่รู้จักเตรียมแผนสองในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้าเสมอ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ มันจำเป็นมากๆ นะครับ กับสังคมในปัจจุบันนี้

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>