เพื่อนของลูก ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการเรียน

เพื่อนของลูก ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการเรียน

เชื่อไหมครับว่าพอพูดถึง “เรื่องเรียนของลูก” ประเด็นที่คุณพ่อคุณแม่มักจะพูดถึงกันอยู่เสมอก็จะไม่พ้นเรื่อง การเลือกโรงเรียนให้กับลูก การสอบถามว่าวิชานั้นวิชานี้ครูคนไหนสอนเก่ง จะให้ลูกเรียนกวดวิชากับครูคนไหนดี แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าไม่นับบทบาทของคุณพ่อคุณแม่ และครอบครัว ผมว่า “เพื่อนของลูก” นี่ล่ะครับ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาศักยภาพ และอุปนิสัยในการเรียนรู้ของลูก

slc 016

เราลองมาคำนวณคร่าวๆ กันดูสิครับ สำหรับลูกที่อยู่ในวัยเรียน ในสัปดาห์หนึ่งๆ นักเรียนจะได้อยู่โรงเรียน 5 วัน วันละ 7 ชั่วโมง (รวมพักกลางวัน) เท่ากับว่าในสัปดาห์หนึ่งลูกจะมีโอกาสได้อยู่กับเพื่อนๆ ถึง 35 ชั่วโมง สำหรับคุณครู ต่อให้เป็นคุณครูในวิชาคณิตศาสตร์ หรือภาษาไทย ที่ลูกต้องเรียนทุกวันๆ ละ 1 ชุั่วโมง ต่อให้ครูท่านนั้นเป็นครูประจำชั้นด้วย รวม Homeroom ในตอนเช้าวันละ 15 นาที แล้ว แถมเรียนพิเศษตอนเย็นอีกวันละ 1 ชั่วโมง ลูกก็จะมีโอกาสได้พบกับครูท่านนั้นไม่น่าจะเกินวันละ 2 ชั่วโมง 15 นาที หรือ 11 ชั่วโมง 15 นาทีต่อสัปดาห์

แม้แต่คุณพ่อคุณแม่เอง ก็เถอะครับ สมมติว่าคุณพ่อคุณแม่มีเวลาพูดคุยกับลูกในวันจันทร์ – ศุกร์ วันละ 2 ชั่วโมง และในวันเสาร์ และวันอาทิตย์อีกวันละ 12 ชั่วโมง รวมๆ แล้ว ก็ 34 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งถ้าเรามองจากระยะเวลา เราจะพอสรุปได้เเลยนะครับว่า “เพื่อนของลูก นี่มีอิทธิพลในเชิงเวลา ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าบทบาทของพ่อแม่เลยนะครับ”

มีงานวิจัยระบุนะครับว่า “เพื่อนของลูก (Peer Effect)” นั้นส่งผลต่อการเรียนของลูกอย่างมีนัยสำคัญ การให้ลูกได้อยู่ร่วมกับเพื่อนทีเรียนเก่งกว่านิดๆ จะทำให้ลูกมีผลการเรียนที่ดีขึ้น แต่อย่าให้อยู่กับเพื่อนทีเก่งกว่ามากๆ นะครับ เพราะอาจะทำให้ลูกรู้สึกท้อได้น่ะครับ และได้อย่างกังวลนะครับว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้ ถ้าลูกเราคบกับเพื่อนที่เรียนอ่อนกว่า ก็จะเรียนแย่ลงน่ะสิ” ประเด็นนี้งานวิจัยระบุว่าไม่ได้มีผลอะไรมากมายนักครับ (https://goo.gl/jbhmkp และ https://goo.gl/JkQz1n)

“เพื่อน” จะมีผลต่อการเรียนของเด็กตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป และจะมีอิทธิพลที่มากหน่อยในช่วงที่เด็กเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (อายุ 10 ขวบ) เพราะเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่เริ่มรู้จักเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่สามารถอธิบายให้ลูกมีความเข้าใจในเชิงบวกต่อความรู้สึกที่ว่า == เป็นธรรมดาที่เราจะเก่งกว่าบางคนในบางเรื่อง และเป็นธรรมดาอีกเช่นเดียวกันที่จะมีบางคนก็เก่งกว่าเราในบางเรื่อง == ถ้าลูกมีความเข้าใจในจุดนี้ ก็จะสามารถใช้พลังด้านบวกของ “เพื่อน” ในการผลักดันพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของลูกได้ครับ (https://goo.gl/4JKWqN และ https://goo.gl/GOQDRU)

ในทางกลับกัน ถ้าเด็กมองการเปรียบเทียบ แข่งขันในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็น การคิดที่จะเอาชนะแต่คนอื่น รู้สึกอิจฉาเพื่อนที่มีผลการเรียนที่ดีกว่า หรือมักจะรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรง หรือแสดงออกในทางลบ หรือรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังในทุกๆ ครั้งที่ตนเองมีผลการเรียนที่สู้เพื่อนไม่ได้ ความรู้สึกเชิงลบต่อเพื่อนแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กเลยครับ

เด็กบางคนที่มีผลการเรียนที่ดี แต่เป็นเด็กที่มุ่งเอาชนะมากเกินไป แพ้ไม่เป็น ไม่รู้จักแบ่งปัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน ถึงจะเรียนเก่ง แต่ก็จะเก่งแบบไม่สุดครับ ถึงผลการเรียนจะดี แต่ก็อาจจะมีปัญหาด้านมนุษยสัมพันธ์ และการทำงานเป็นทีมกับเพื่อนๆ ความเห็นของผม “ผมว่าไม่คุ้มเลยนะครับ ถ้าลูกเป็นเด็กที่เรียนเก่ง แต่ทำงานร่วมกับใครก็ไม่เป็น” คนเก่งแบบนี้สุดท้ายจะกลายเป็นคนทีี่ขาดการยอมรับจากเพื่อนๆ เก่งแต่รู้สึกโดดเดี่ยว มันเหงานะครับ ผมว่า

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ผมพูดอยู่เสมอว่า “เพื่อนของลูก” เป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ และมักจะแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจในเรื่อง “เพื่อนของลูก” ตั้งแต่ชั้น ป.1 เป็นต้นไป และอาจจะให้ความสำคัญมากหน่อยในช่วงที่ลูกเรียนอยู่ในระดับชั้น ป.3 – ป.4 ครับ

ส่วนวิธีการที่จะทำให้ “เพื่อนของลูก” ส่งผลเชิงบวกต่อการพัฒนาศักยภาพการเรียนของลูก ที่ดีที่สุด ก็คือ การใช้ Peer Learning ครับ (http://www.cdtl.nus.edu.sg/success/sl37.htm และ https://goo.gl/mVjtym)

1. การสนับสนุนให้ลูก กับเพื่อนของลูกได้นั่งทำการบ้านร่วมกัน ได้อ่านหนังสือเตรียมสอบร่วมกัน ได้นั่งทำแบบฝึกหัดในวิชาคณิตศาสตร์ร่วมกัน เป็นต้น โดยที่คุณพ่อคุณแม่ อาจจะบอกให้ลูกชวนเพื่อนมาอ่านหนังสือที่บ้าน มาเตรียมสอบที่บ้าน เวลาที่คุณพ่อคุณแม่ จะซื้อแบบฝึกหัดให้กับลูก ก็ซื้อเผื่อเพื่อนของลูกด้วยก็ได้นะครับ จะได้ฝึกทำไปพร้อมๆ กัน

2. กรณีที่ลูกไปอ่านหนังสือที่บ้านเพื่อน คุณพ่อคุณแม่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักกับคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนสนิทของลูกอยู่เหมือนกันนะครับ คอยแบ่งปัน ช่วยเหลือกันในเรื่องการเรียนของลูกครับ

3. กรณีมีหลาน หรือเด็กรุ่นพี่ที่เป็นลูกของเพื่อนบ้านที่เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน และรู้จักมักคุ้นกัน ผมก็มักจะแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ว่ายวานเด็กรุ่นพี่คนนั้น ให้มาช่วยนั่งทำการบ้านเป็นเพื่อนลูก บอกให้ช่วยสอนน้อง เวลาที่น้องไม่เข้าใจ โดยที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะให้ค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ กับเด็กรุ่นพี่คนนั้นก็ได้ครับ

4. แนะนำให้ลูกมีความรู้สึกยินดีที่่จะช่วยสอนเพื่อน ช่วยอธิบายให้เพื่อน เวลาที่เพื่อนไม่เข้าใจ เชื่อผมไหมครับ การที่ลูกได้มีโอกาสอธิบาย หรือยกตัวอย่างอะไรบ่อยๆ จะทำให้ลูกเรียนรู้เรื่องๆ นั้นได้อย่างเข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ

เหนือสิ่่งอื่นใด การที่คุณพ่อคุณแม่จะทำตามที่ผมแนะนำในข้างต้นได้ คุณพ่อคุณแม่มีความจำเป็นต้องรู้จักกับเพื่อนๆ ของลูกก่อนครับ คนไหนที่เป็นเพื่อนสนิทของลูก และถ้ารู้จักคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนลูกด้วย โดยเฉพาะเพื่อนสนิทของลูก ก็จะดีมากๆ เลยครับ

พอคุณพ่อคุณแม่รู้จักกับเพื่อนของลูกแล้ว เวลาที่ลูกมีเรื่องราวอะไรที่เกี่ยวข้องกับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาพึงพอใจ หรือไม่สบายใจ เขาก็จะเล่าให้คุณแม่ฟังครับ ซึ่งผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่ควรวางบทบาทต่อเรื่องของเพื่อนลูก ที่ลูกเอามาเล่าให้่ฟัง ดังต่อไปนี้ครับ (https://goo.gl/l0OLlr)

– เวลาที่ลูกเล่าให้ฟังว่า ตัวเขา กับเพื่อนมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน และไม่พอใจกัน ผมแนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรที่จะเลือกข้าง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าข้างลูก หรือเข้าข้างเพื่อนลูกนะครับ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำก็คือ การตั้งคำถามกับลูกว่า “อ้อ! เพื่อนลูกเขาคิดอย่างนี้ แล้วลูกล่ะคิดอย่างไร” แล้วค่อยๆ ถามให้เขาคิดครับ ต่อให้สุดท้ายเขาคิดไม่เหมือนกับเพื่อนของเขาจริงๆ และคุณพ่อคุณแม่ ก็ไม่ได้เห็นว่าการคิดที่แตกต่างกันนั้น มันเป็นเรื่องของทัศคติ และความชอบที่แตกต่างกัน คุณพ่อคุณแม่ก็แค่ย้ำว่า “ถ้าลูกคิดของลูกอย่างนี้ ก็ทำตามความคิดของตัวเอง คนเราไม่ต้องคิดเหมือนกัน ไม่ต้องทำอะไรเหมือนกันหรอก เพื่อนเขาจะคิดไม่เหมือนกับเรา เราก็ปล่อยให้เขาทำตามที่เขาคิด ไม่เห็นต้องโกรธกัน ไม่จำเป็นต้องมาบังคับให้ใครคิดเหมือนกับใครนี่นา” ประโยคในทำนองนี้ สำคัญมากๆ นะครับ เพราะว่า == “เพื่อน” จะมีอิทธิพลกับลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยที่เติบโตขึ้น == ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ การทำให้ลูกมีวิจารณญาณ และมีความคิดเป็นของตัวเอง ครับ

2. กรณีที่ลูกรู้สึกไม่ดีที่เพื่อนได้คะแนนมากกว่า ยิ่งถ้าลูกเป็นคนไปช่วยสอนเพื่อนด้วย แต่ดันสอบได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อน เด็กส่วนมากจะรู้สึกผิดหวังมากๆ เลยครับ และไม่อยากที่จะช่วยสอนเพื่อนอีกต่อไป บางคนโกรธเพื่อนไปเลยก็มีนะครับ ผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่ควรแนะนำลูกอย่างนี้ครับว่า == การที่ลูกได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อน มันไม่ได้มาจากการที่ลูกไปสอนเพื่อน และเพื่อนก็ไม่ได้โกงข้อสอบ แต่เป็นความสะเพร่าของลูกเองไม่ใช่หรือ แล้วลูกจะไปโกรธเพื่อนได้อย่างไร == การสอนเพื่อนจนเพื่อนได้คะแนนดี เราไม่รู้สีกดีใจหรือ ที่เพื่อนได้คะแนนดีเพราะเราช่วยสอน คะแนนที่เราจะได้มากกว่าเพื่อน หรือน้อยกว่าเพื่อน เมื่อเติบโตขึ้นไป มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ความรักที่เพื่อนมีให้เรานั้นมีคุณค่ามากกว่ามาก การที่เราได้คะแนนมากกว่าเพื่อนอยู่ตลอด แต่เพื่อนๆ ไม่ได้รักเรา ไม่ได้ยอมรับในตัวเรา กับการที่เรา และเพื่อนต่างก็ได้คะแนนดีทั้งคู่ แต่อาจจะมากกว่าบ้าง น้อยกว่าบ้าง เล็กๆ น้อยๆ แต่เพื่อนรักเรา ยอมรับในตัวเรา แบบไหนที่มันดีกว่ากัน ผมเชื่อนะครับว่า ถ้าคุณพ่อคุณแม่ถามให้ลูกคิดตามแบบนี้ เขาจะเข้าใจ และคิดได้ในที่สุดครับ

“เพื่อนของลูก” เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเรียนของลูกมากๆ ครับ คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จัก “เพื่อนของลูก” และคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนของลูก ด้วยนะครับ เชื่อไหมครับว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเลือกโรงเรียนให้กับลูกที่ผมมักจะแนะนำเสมอก็คือ == การที่คุณพ่อคุณแม่ ลองเข้าไปดูบรรยากาศของกลุ่มผู้ปกครองของเด็กในโรงเรียนที่คุณพ่อคุณแม่สนใจ และพิจารณาว่าคุณพ่อคุณแม่สามารถเข้ากันได้กับ Lifestyle แบบนั้นไหม ถ้าเข้ากันไม่ได้จริงๆ แนวคิดต่างกัน ผมก็จะไม่แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกไปเข้าเรียนที่โรงเรียนนั้นครับ == เดี๋ยวจะทุกข์กันทั้งบ้าน (^___^)

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>

===============================
SE-ED Learning Center
เรียนกับซีเอ็ด เก่งพูดอังกฤษ เก่งคณิตอย่างเข้าใจ

สนใจหนังสือแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ FAN Math <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ ACTive English <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ New Connection <คลิ้ก>
สนใจหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ Creative and Critical Thinking Skills <คลิ้ก>

Tel. 08-1832-2299, 0-2739-8888
Website: www.se-edlearning.com