Comfort Zone ในการเรียน เรากำลังขังลูก ไม่ให้พัฒนาอยู่รึเปล่า

Comfort Zone ในการเรียน เรากำลังขังลูก ไม่ให้พัฒนาอยู่รึเปล่า
โดย ดร. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ผมอยากจะให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจถึงนิยามของคำว่า Comfort Zone กันแบบง่ายๆ ก่อนครับ จริงๆ แล้ว ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HR) คงอาจจะเคยได้ยินคำๆ นี้มาก่อน ซึ่งถ้าจะอธิบายกันในเชิงทฤษฎีคงจะยืดยาวมากครับ แต่ถ้าจะอธิบายให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจอย่างง่ายๆ เจ้า Comfort Zone มันก็คือ == สภาพที่เราจะทำแต่เฉพาะในสิ่งที่เราทำได้ พอใจที่จะทำในสิ่งที่เราเคยทำ หรือทำเป็นประจำอยู่แล้วเท่านั้น พอเจออะไรที่เรารู้สึกว่าทำไม่เป็น ทำไม่ได้ ไม่เคยทำ เราก็จะไม่สนใจมัน ไม่คิดที่จะลองทำ ไม่คิดที่จะเรียนรู้ว่าจะทำมันได้อย่างไร พอทำอะไรใหม่ๆ ไปสักหน่อย ถ้าเกิดข้อติดขัดปุ๊บ ก็จะเลิกทำมันโดยทันที โดยข้ออ้างที่มักจะถูกอ้างถึงเสมอก็คือ “ยาก” “ไม่ชอบ” ==

slc 017

ถ้าเราเชื่อว่า การพัฒนานั้นเกิดจากการเรียนรู้ และเจ้าการเรียนรู้ มันก็คือ การที่เราได้รู้ในสิ่งที่ยังไม่เคยรู้ ได้ลองทำในสิ่งที่เรายังไม่เคยทำ ได้พยายามทำในสิ่งที่ตนเองทำไม่เป็น อย่างนั้นสภาพที่อยู่ใน Comfort Zone มันก็ไม่ต่างจากการปล่อยให้ตนเองไม่พัฒนา ใช่ไหมครับ

ทั้งๆ ที่ มนุษย์เราเกิดมาด้วยความพยายามที่จะดิ้นรนหนีออกจาก Comfort Zone แต่ไหนเมื่อโตขึ้น เรากลับยอมปล่อยให้ตัวเองถูกขังอยู่ใน Comfort Zone คุณพ่อคุณแม่ลองจินตนาการตามดูนะครับ เด็กเล็กๆ พอตัวเองมีกำลังแขน และขาพอที่จะโหนตัวเองให้ยืนได้ ก็จะโหนยืนอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมลองไปนอนแอ้งแม้งอยู่ทั้งวันแบบเดิมอีก เด็กที่พอเดินได้แล้ว ก็ชอบที่จะเดินไม่หยุด พอวิ่งได้แล้ว ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมหยุดวิ่ง คนไหนที่กินข้าวเองเป็นแล้ว ก็ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ป้อน เด็กส่วนใหญ่พอเห็นผู้ใหญ่ทำอะไร ก็มักจะเลียนแบบ อยากลองทำแบบที่ผู้ใหญ่ทำ ทั้งๆ ที่ทำไม่เป็น และไม่เคยทำมาก่อน == มนุษย์เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ครับ ไม่ได้เกิดมาอยู่ และใช้ชีวิตใน Comfort Zone ==

คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อย มักจะมีมุมมองเกี่ยวกับการเรียนของลูกในทำนองที่ว่า “ถ้าลูกไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร” “อะไรที่ทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร” พอลูกไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ ก็บอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็พยายามพาลูกไปเรียนอย่างอื่น หรือหันไปหาความสนใจอย่างอื่นแทน ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี ศิลปะ กีฬา ภาษาต่างประเทศ ฯลฯ แรกๆ ลูกก็รู้สึกสนุกดี แต่พอเรียนไปได้สักพัก พอลูกต้องเรียนรู้อะไร หรือต้องฝึกฝนอะไรที่ซับซ้อนมากขึ้น ลูกก็ตัดพ้อว่า “ยาก ไม่ชอบ” แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็จะพาลูกไปหาอะไรใหม่ๆ เรียนไปเรื่อยๆ โดยคุณพ่อคุณแม่มักจะให้เหตุผลว่า == เปิดมุมมองให้ลูกได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง เพื่อให้เขาตามหาตัวตนของเขาให้เจอ ==

แต่มันเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วหรือครับ ที่เราจะปล่อยให้เขาล้มเลิกความพยายามในทุกๆ ครั้ง ที่เขาทำมันไม่ได้ หรือพอรู้สึกว่ายากปุ๊บ ก็สามารถเลิกทำสิ่งๆ นั้นได้ทันที

เด็กในวัยที่ต่ำกว่า 12 ปี เขายังไม่ได้มีความเข้าใจคำว่า “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” โดยสมบูรณ์นักหรอกครับ (https://goo.gl/phfJiC) อะไรที่เขาทำได้ เขาก็จะรู้สึกชอบ อะไรที่เขาทำไม่ได้ เขาก็มักจะรู้สึกว่ามันยาก และก็จะรู้สึกไม่ชอบ

ถ้าในทุกๆ ครั้ง ที่ลูกพูดคำว่า “ยาก” หรือคำว่า “ไม่ชอบ” แล้วคุณพ่อคุณแม่มีความรู้สึกที่ไวต่อสองคำนี้ที่มากเกินไป แล้วใช้คำว่า “ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวเรียนอย่างอื่นแทนก็ได้” พูดกับลูกอยู่ร่ำไป พอเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ลูกก็จะติดนิสัย กลายเป็นเด็กที่ไม่มีความพยายาม ไม่มีความรู้สึกที่อยากจะเอาชนะใจตนเอง ไม่มีความรู้สึกท้าทายที่จะก้าวข้ามขีดความสามารถเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง พอเจออะไรที่ทำไม่ได้ปุ๊บ ก็จะมีข้ออ้างโดยทันทีว่า “ไม่ชอบ” แล้วก็ไปหาอย่างอื่นทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ค้นหาตัวเองไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมาย นี่ไม่เท่ากับคุณพ่อคุณแม่กำลังขังลูกเอาไว้ใน Comfort Zone หรอกหรือครับ

และ Comfort Zone ในการเรียนนี่เป็น Comfort Zone ที่อันตรายมากๆ ครับ เพราะเด็กหนึ่งคน กว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่ หากนับเวลาที่เขาต้องเรียนหนังสือตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับปริญญาตรี เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับการเรียนหนังสือถึง 19 ปี เชียวนะครับ ในระยะเวลา 19 ปี ถ้าเขาต้องวนเวียนอยู่กับสภาพที่พอเขาทำอะไรไม่ได้ เขาก็สามารถที่จะเลิกทำสิ่งๆ นั้นได้ หรือทำแบบทำไปงั้นๆ ทำแบบให้ได้ทำ แล้วใช้เวลาไปเรื่อยๆ ได้ แล้วหลังจากที่เขาสำเร็จการศึกษา แล้วต้องออกมาโลดแล่นในโลกของการทำงานล่ะครับ เขาจะสามารถผลักดันให้ชีวิตของเขาก้าวหน้าไปได้อย่างไร

ดังนั้นเวลาที่ลูกบอกกับคุณพ่อคุณแม่ว่า “เขาไม่ชอบ” ผมอยากจะให้คุณพ่อคุณแม่พิจารณาในรายละเอียดครับว่า ที่เขาไม่ชอบ เป็นเพราะเขามีสิ่งอื่นที่เขาสนใจมากกว่าจริงๆ หรือเป็นเพราะเขาทำมันไม่ได้ ก็เลยไม่ชอบ และถ้าสิ่งๆ นั้น เป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่เขาต้องรู้ เช่น การเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย (ภาษาแม่) และภาษาอังกฤษ ในระดับประถมศึกษา คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถที่จะเอาำคำว่า “ไม่ชอบ” ของลูก มาเป็นข้ออ้าง ในการยอมให้เขาหยุดพยายามได้นะครับ

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำก็คือ การช่วยให้ลูกหลุดออกจาก Comfort Zone ให้ได้ครับ (https://goo.gl/cR0UgV, https://goo.gl/ah4uph) ด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้ ครับผม

1) Brain Storming for Solutions: ชวนเขามาช่วยกันคิดครับว่าจะหาทางออกกันอย่างไรดี ช่วยกันค้นคว้า เพื่อที่จะตอบคำถาม หรือทำโจทย์ข้อที่เขารู้สึกว่ายากด้วยตัวเขาเองให้ได้ครับ

2) Assist: เป็นการช่วย แบบไม่ใช่ช่วยทำให้นะครับ แต่เป็นการช่วย แบบที่คุณพ่อคุณแม่เป็นลูกมือครับ เช่น ถ้าเป็นงานศิลปะอะไรที่ยากๆ ต้องลงรายละเอียด คุณพ่อคุณแม่อาจจะช่วยจับให้เขาระบายสีได้ถนัดๆ ถ้าเป็นโจทย์เลขที่ยากๆ คุณพ่อคุณแม่ ก็อาจจะช่วยเตรียมกระดาษทดให้ ดูตัวอย่างข้อเดิมๆ ที่คล้ายๆ กัน แล้วส่งให้เขาดู เป็นต้น อะไรที่ลูกทำไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยให้ลูกทำมันให้ได้ และต้องฝึกให้ลูกไม่ละเลยกับสิ่งที่ทำไม่ได้ครับ โดยไม่ยอมให้ชีวิตเราต้องมาสะดุดก้อนหินก้อนเดิมล้มอยู่ทุกวัน เช่น ถ้าข้อสอบข้อไหนที่ลูกรู้สึกว่ามันยาก และทำไม่ได้ ให้จำโจทย์ออกมาถามคุณพ่อคุณแม่ เพื่อที่จะได้ช่วยกันคิด เผื่อวันหน้าเจอข้อสอบข้อนี้อีก จะได้ทำได้ การเรียนรู้จากความล้มเหลว นี่เป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเลยนะครับ

3) Redirect: ถ้าลูกรู้สึกในเชิงลบ รู้สึกท้อแท้ ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยปรับมุมมองของเขาจากความรู้สึกที่ว่า “ยาก” หรือ “ทำไม่ได้” ให้กลายมาเป็นความเข้าใจที่ว่า “ที่ลูกทำไม่ได้ เพราะว่าลูกยังไม่ได้ฝึกฝน มา! เรามาฝึกฝนกัน”
– การที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยให้ลูกได้ทำอะไรที่ยากๆ ที่เขาคิดว่าเขาทำไม่ได้ จนเขาทำได้ด้วยตนเองในที่สุด จะทำให้เขามีความเชื่อมั่นในตนเองที่มากขึ้น และเป็นจุดเร่ิมต้นของการเรียนรู้ด้วยตนเองที่ดีมากๆ ครับ
– สำหรับโจทย์ และแบบฝึกหัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ หรือโครงไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เมื่อลูกทำได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมก็คือ การพยายามทำให้ลูกทำสิ่งที่ทำได้แล้ว ให้ทำได้เร็วมากยิ่งขึ้น คล่องมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะมีการจับเวลา หรือกำหนดเวลาเป็นกุศโลบายก็ได้ == เชื่อไหมครับว่า การทำให้สิ่งที่ทำได้อยู่แล้ว ให้เร็วยิ่งขึ้น ภายใต้เวลาที่กำหนด เป็นความท้าทายที่ง่ายที่สุดเลยนะครับ == และเด็กจะรู้สึกสนุกมากๆ เลยครับ

4) Be present: บางครั้งการกำหนดตารางเวลา หรือกติกาให้ลูกฝึกทำแบบฝึกหัด หรือฝึกฝนอะไรสักอย่างสม่ำเสมอ (ไม่ต้องมากเกินไป ไม่ต้องเคร่งเครียดมาก แต่ต้องสม่ำเสมอ เพื่อให้ฝึกจนเป็นนิสัยครับ) โดยที่คุณพ่อคุณแม่คอยนั่งเป็นเพื่อน (แค่นั่งเป็นเพื่อนเองนะครับ แล้วปล่อยให้ลูกนั่งฝึกฝนทำแบบฝึกหัดไป) ถ้าลูกไม่ถาม ก็ไม่ต้องพูดอะไร ถ้าลูกถามก็ค่อยบอกใบ้สั้นๆ แค่นี้เองนะครับ ก็จะทำให้ลูกมีกำลังใจในการฝึกฝน และพยายามด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น และเป็นการส่งเสริมการมีวินัยในตนเองอีกด้วยครับ
– ใช้กิจกรรมที่ลูกชอบ เช่น การเล่นที่สนาม การอ่านการ์ตูน เป็นข้อตกลงครับ เช่น ถ้าทำแบบฝึกหัดเสร็จแล้ว ก็สามารถอ่านการ์ตูนได้
– อย่าใช้รางวัล หรือของขวัญ เป็นเงื่อนไขของการพยายาม ยิ่งเอาไปผูกพันกับผลลัพธ์นี่ยิ่งไม่ดีใหญ่ เช่น ถ้าอ่านหนังสือแม่จะซื้อเกมให้ ถ้าสอบได้ที่ 1 – 5 แม่จะซื้อของเล่นให้ คือ ถ้าจะซื้อควรจะซื้อให้แบบ Surprising ครับ ไม่ควรเอารางวัล หรือของขวัญเป็นของเดิมพันครับ

5) Focus on Effort: อย่าไปเน้นกับการชื่นชมลูกที่ผลลัพธ์ให้มากนักครับ ผมอยากจะแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ชื่นชมที่ความพยายามของลูกครับ เช่น ดีมากเลย ไม่ยอมแพ้อย่างนี้สิ เก่งมากๆ
– เวลาที่ลูกทำอะไรไม่ได้ อาจจะมีข้อตกลงร่วมกันเสมอว่า แม่จะช่วยก็ต่อเมื่อลูกได้พยายามแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง หรือต้องมีหลักฐานของความพยายามก่อน เป็นต้น
– ต่อให้ลูกทำผิด หรือทำไม่ได้ แต่ลูกมีความพยายาม ลูกก็สมควรที่จะได้รับคำชื่นชม การกอดจากคุณพ่อคุณแม่นะครับ (หรือแม้แต่คุณพ่อคุณแม่จะให้รางวัล ก็ได้เหมือนกันนะครับ)

เราไม่จำเป็นต้องคาดหวังให้ลูกต้องสอบได้ที่หนึ่ง ต้องชนะคนนั้นคนนี้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ == จะต้องไม่ให้ลูกรู้สึกแค่ว่า เวลาทำไม่ได้ ก็แค่บอกว่าไม่ชอบ แล้วก็ปล่อยสิ่งๆ นั้นให้ผ่านเลยไป โดยที่ไม่ต้องไปสนใจใยดีอะไรมันอีก == ผมเชื่อเสมอว่า คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต จะต้องเป็นคนที่ไม่ยอมให้ตัวเองอยู่ใน Comfort Zone ครับ เวลาเจออะไรที่ยังไม่รู้ ก็พร้อมที่จะค้นคว้าเรียนรู้ด้วยตัวเอง อยากจะหาผู้รู้เพื่อสอบถาม พอรู้แล้วก็อยากจะทดลองทำ พอทำแล้วติดขัด ก็พร้อมที่จะพยายามทำจนกว่าจะทำมันให้ได้ นี่ล่ะครับ คือ สิ่งที่ผมอยากจะปลูกฝังให้เด็กทุกคนเป็นแบบนี้ครับ ไม่ใช่ “ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร” “ไม่ชอบอ่ะครับ ก็เลยไม่ทำ ผมยังอยู่ในช่วงค้นหาตัวเอง” แล้วอ้างแบบนี้ไปเรื่อยๆ

จึงเป็นบทสรุปที่ว่า == อย่าขังลูกเอาไว้ใน Comfort Zone == ครับ

 

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>

===============================
SE-ED Learning Center
เรียนกับซีเอ็ด เก่งพูดอังกฤษ เก่งคณิตอย่างเข้าใจ

สนใจหนังสือแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ FAN Math <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ ACTive English <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ New Connection <คลิ้ก>
สนใจหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ Creative and Critical Thinking Skills <คลิ้ก>

Tel. 08-1832-2299, 0-2739-8888
Website: www.se-edlearning.com