พ่อแม่จะทำอย่างไรให้ลูกอ่านออกได้เร็ว

ทำอย่างไรให้ลูกอ่านออกได้เร็ว
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
ตามที่ผมได้เล่าให้กับคุณพ่อคุณแม่ฟังอยู่เสมอในหลายๆ โพสต์ว่า == ทักษะการอ่าน == นั้นมีความสำคัญกับการพัฒนาของเด็กมากๆ เพราะทักษะการอ่าน ไม่ได้มีประโยชน์แค่การอ่านออกเท่านั้น แต่ == การอ่าน ยังเป็นทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองอีกด้วย == เด็กที่อ่านได้คล่อง จะสนุกกับการอ่านจับใจความ สนุกที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ สนุกที่จะเล่าเรื่องที่ตนเองได้อ่านมา สนุกที่จะตอบคำถามที่คุณพ่อคุณแม่ หรือคุณครูถาม

slc 021

ดังนั้น ในความคิดเห็นของผม == ทักษะการอ่าน จึงเปรียบเสมือน กุญแจเพื่อเปิดหน้าต่างแห่งการเรียนรู้ของลูก == เชียวนะครับ ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ถามผมว่า ทักษะอะไรที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะมุ่งเน้นพัฒนาให้กับลูกก่อนที่ลูกจะอายุ 10 ขวบ ผมคิดว่ามีอยู่ 2 ทักษะ นั่นก็คือ
– ทักษะการอ่าน แบบที่อ่านได้คล่อง อ่านจับใจความได้เร็ว สนุกที่จะค้นคว้า สนุกที่จะเล่าเรื่อง และตอบคำถาม จนสามารถพัฒนาเป็นอุปนิสัยรักการอ่าน
– Working Memory (ความจำระยะสั้นที่ใช้ในการทำงาน ซึ่งผมจะทยอยเล่าในบทความต่อๆ ไปครับ)

ปัญหาการอ่านของเด็กไทย ที่ผมพบมักจะมีอยู่ 2 ปัญหาครับ
ปัญหาที่ 1: เด็กถูกสอนให้อ่านในรูปแบบที่เรียกว่า “การอ่านสะกดคำแบบเรียงตัว” ซึ่งเป็นการสอนที่มุ่งเน้นทางด้านทักษะการเขียนมากกว่า ซึ่งอาจจะทำให้เด็กสับสน และจับหลักการอ่านไม่ได้ครับ อย่างเช่น
เสื้อ เด็กถูกสอนให้อ่านว่า เอ – สอ – อือ – ไม้โท – ออ -> เสื้อ
เผ็ด เด็กถูกสอนให้อ่านว่า เอ – ผอ – ไม้ไต่คู้ – ดอ -> เผ็ด
เงาะ เด็กถูกสอนให้อ่านว่า เอ – งอ – อา – อะ -> เงาะ

ถ้าคุณพ่อคุณแม่พบว่าที่โรงเรียนของลูกสอนให้ลูกอ่านในลักษณะนี้ และพบว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่อ่านได้ช้ามาก ไม่ชอบการอ่าน หรืออ่านจากการจำเอาทั้งคำ แต่สะกดไม่เป็น (เช่น พอเด็กเห็นอ่านคำว่า เสือ ได้ เพราะจำไว้ว่าถ้าเขียนแบบนี้ให้อ่านอย่างนี้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น เฝือ ซึ่งไม่เคยเห็น จะอ่านไม่ได้) ถ้าลูกของคุณพ่อคุณแม่มีพฤติกรรมอย่างนี้ ผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องหารือกับคุณครู เพื่อให้คุณครูทบทวนเทคนิคการสอนอ่าน แล้วล่ะครับ

จริงๆ ปัญหานี้ วิธีที่แก้ได้ง่ายที่สุด ก็คือ การสอนให้เด็กอ่านแบบแจกลูก และสะกดคำครับ

การแจกลูก คือ การสอนให้เด็กจำ และคุ้นเคยกับเสียงพยัญชนะต้น สระ และพอเด็กคุ้นชินกับการอ่านคำที่ไม่มีตัวสะกด (แม่ ก. กา) แล้ว จึงให้เด็กฝึกอ่านคำที่มีพยัญชนะท้ายเป็นตัวสะกดในแม่ต่างๆ ซึ่งการฝึกอ่านแบบแจกลูก จะต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และมี Focus ในการฝึกเพียงจุดๆ เดียวก่อน เช่น ถ้าจะให้เด็กฝึกการออกเสียง ตามรูปสระ ก็ให้ยึดพยัญชนะต้นเอาไว้ เช่น กะ กา กิ กี กึ กื กุ กู โกะ โก ฯลฯ ไม่ใช่ให้เด็กอ่าน กะ ตะ โอ ผุ ชะ ซึ่งการสลับไปๆ สลับมา อย่างนี้จะทำให้เด็กจะสับสนครับ

การฝึกย้ำๆ โดยมีจุดเน้นเพียงจุดเดียว (แต่ไม่ใช่คำเดิมซ้ำๆ) จะทำให้นิวรอน หรือเซลล์ประสาทในสมอง ค่อยๆ ก่อตัว เชื่อมต่อเป็นโครงข่ายซึ่งกันและกัน จนทำให้เด็กสามารถพัฒนาความเข้าใจ จนกลายเป็นความจำโดยปริยาย (Implicit Memory) ซึ่งจะทำให้เด็กมีทักษะการอ่าน ที่ไม่ต้องมีภาระในการจำ สามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องเสียเวลานึกถึง เป็นทักษะที่ซึม และฝังตัวไว้ในสมอง (https://goo.gl/kefuBA , https://goo.gl/KvVufS) ซึ่งตรงจุดนี้นี่ล่ะครับ ที่ครูส่วนใหญ่มักจะพยายามที่จะเอาคำที่หลากหลาย แปลกๆ ใหม่ๆ มาสลับไปสลับมา พอมีการเปลี่ยน Focus สลับไปสลับมา พอเด็กรู้สึกสับสน นิวรอนหรือเซลล์ประสาทจะเชื่อมต่อได้ช้าลง หรือไม่ก็หยุดกระบวนการเชื่อมต่อ ทำให้เด็กไม่สามารถพัฒนาทักษะการอ่านให้อ่านได้คล่องแบบเข้าเนื้อเสียที พอจะอ่านทีไร ก็ต้องนั่งนึก นั่งคิด เสียเวลา เป็นภาระ ทำให้เด็กรู้สึกไม่อยากอ่าน รู้สึกว่าการอ่านมันยากมากๆ

การฝึกอ่านที่ถูกต้อง จะต้องเน้นการแจกลูก โดยย้ำๆ โดยมี Focus ในจุดใดจุดหนึ่งก่อน จนเด็กมีความเข้าใจ และมีทักษะการอ่านที่คล่องแคล่วแล้ว เราจึงฝึกให้เด็กอ่านในรูปแบบที่มีจุดมุ่งเน้นอื่น ถัดไป โดยควรเริ่มต้น ดังต่อไปนี้ (https://goo.gl/gwxRMk , https://goo.gl/UkuEep , https://goo.gl/OJEX1H , https://goo.gl/AzZBpw)

ถ้าจะฝึกให้นักเรียนผันสระ ก็ให้ยึดพยัญชนะต้น แล้วเปลี่ยนรูปสระ เช่น กะ กา กิ กี กึ กื กุ กู ตราบใดก็ตามที่เด็กยังไม่คล่อง อย่าเพิ่งเอาพยัญชนะต้นตัวอื่นมาสลับ

ถ้าจะฝึกให้เด็กผันพยัญชนะต้น ก็ให้ยึดสระ แล้วเปลี่ยนพยัญชนะต้น เช่น กา ขา คา งา ตา นา ทา วา ตราบใดก็ตามที่เด็กยังไม่คล่อง อย่าเพิ่งเอาสระอื่นมาสลับ

ถ้าจะฝึกให้เด็กเข้าใจตัวสะกดในแม่ใดแม่หนึ่ง ก็ควรจะยึดสระใดสระหนึ่งเอาไว้ แล้วเปลี่ยนพยัญชนะต้น เช่น กาง ขาง คาง งาง ตาง นาง ทาง วาง ตราบใดก็ตามที่เด็กยังไม่คล่องในแม่นั้น อย่าเพิ่งเปลี่ยนสระ หรือ ตัวสะกดเป็นแม่อื่น

ถ้าจะฝึกให้เด็กเข้าใจตัวสะกดในแม่ต่างๆ ก็ให้ยึดเอาสระ และพยัญชนะต้นเอาไว้ แล้วเปลี่ยนตัวสะกดเป็นแม่ต่างๆ เช่น คาง คาน คาย คาว คาก คาด คาบ ตราบใดก็ตามที่เด็กยังไม่คล่อง อย่าเพิ่งเปลี่ยนพยัญชนะต้น หรือ สระ มาสลับกัน

เมื่อเด็กสามารถอ่านคล่องใน 4 รูปแบบข้างต้นแล้ว ค่อยให้เด็กอ่านบทความ ที่มีคำที่หลากหลายได้ ซึ่งจะทำให้เด็กอ่านได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น (ดังนั้น การเลือกหาหนังสือให้เด็กฝึกอ่าน โดยเฉพาะในระดับอนุบาล และประถมศึกษาปีที่ 1 จะต้องไม่เลือกหนังสือที่เขียนโดยใช้คำที่หลากหลายมากนัก เพราะจำทำให้เด็กสับสน และรู้สึกว่าการอ่านเป็นเรื่องที่ยาก ไม่อย่างนั้น เด็กอาจจะมีเจตคติที่ไม่ดีต่อการอ่านก็เป็นได้)

สำหรับการสะกดคำ ผมแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ เน้นฝึกให้ลูกอ่านตามลิ้งค์ที่ผมแนบเอาไว้ในวงเล็บเลยนะครับ ผมไม่แนะนำให้ฝึกอ่านสะกดคำแบบเรียงตัวเด็ดขาดครับ เพราะเสียงไม่ได้ช่วยให้เด็กอ่านคำๆ นั้นได้เลย (เช่น เอ – มอ – อือ – ออ – งอ -> เมือง แบบนี้ไม่เอาครับ) อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตคัดลอกมาแปะเอาไว้ โดยสังเขป ดังต่อไปนี้ครับ
การสะกดคำ มีหลายวิธี ได้แก่
1. สะกดตามรูปคำ เช่น
กา สะกดว่า กอ – อา – กา
คาง สะกดว่า คอ – อา – งอ – คาง
ค้าง สะกดว่า คอ – อา – งอ – คาง – ไม้โท – ค้าง
หรือ
2. สะกดโดยสะกดแม่ ก กา ก่อน แล้วจึงสะกดมาตราตัวสะกด เช่น
คาง สะกดว่า คอ – อา – คา – คา – งอ – คาง
ค้าง สะกดว่า คอ – อา – คา – คา – งอ – คาง – คาง – โท – ค้าง

3. คำที่มีสระอยู่หน้าพยัญชนะ ให้สะกดพยัญชนะก่อนสระเสมอ เช่น
เก สะกดว่า กอ – เอ – เก (ไม่แนะนำให้อ่านว่า เอ – กอ -> เก)
ไป สะกดว่า ปอ – ไอ – ไป (ไม่แนะนำให้อ่านว่า ไอ – ปอ -> ไป)

4. คำที่เป็นสระลดรูปหรือสระเปลี่ยนรูป อาจสะกดได้ดังนี้ เช่น
กัน สะกดว่า กอ – อะ – นอ – กัน หรือ กอ – ไม้หันอากาศ – นอ – กัน
คน สะกดว่า คอ – โอะ – นอ – คน หรือ คอ – นอ – คน
แข็ง สะกดว่า ขอ – แอะ – งอ – แข็ง หรือ ขอ – แอะ – ไม้ไต่คู้ – งอ – แข็ง
เค็ม สะกดว่า คอ – เอะ – มอ – เค็ม หรือ คอ – เอะ – ไม้ไต่คู้ – มอ – เค็ม

5. คำอักษรควบ อาจสะกดได้ดังนี้
5.1 สะกดเรียงตัวอักษร มุ่งเพื่อการเขียนให้ถูกต้อง เช่น
กลอง สะกดว่า กอ – ลอ – ออ – งอ – กลอง
พราง สะกดว่า พอ – รอ – อา – งอ – พราง
กวาง สะกดว่า กอ – วอ – อา – งอ – กวาง
หรือ
5.2 สะกดตัวควบพร้อมกัน มุ่งเพื่อออกเสียงคำควบกล้ำให้ชัด เช่น
กลอง สะกดว่า กลอ – ออ – งอ – กลอง
พราง สะกดว่า พรอ – อา – งอ – พราง
กวาง สะกดว่า กวอ – อา – งอ – กวาง

6. คำอักษรนำ อาจสะกดได้ดังนี้
6.1 สะกดเรียงตัวอักษร มุ่งเพื่อการเขียนให้ถูกต้อง เช่น
อยาก สะกดว่า ออ – ยอ – อา – กอ – อยาก
หนา สะกดว่า หอ – นอ – อา – หนา
สนาม สะกดว่า สอ – นอ – อา – มอ – สนาม
หรือ
6.2 อ่านอักษรนำแล้วจึงสะกด มุ่งเพื่อออกเสียงคำให้ถูกต้อง เช่น
อยาก สะกดว่า หยอ – อา – กอ – อยาก
หนา สะกดว่า หนอ – อา – หนา
สนาม สะกดว่า สะหนอ – อา – มอ – สนาม

ปัญหาที่ 2: ผมเชื่อว่าเด็กไทยหลายคนที่ถูกระบุว่าอ่านไม่ได้ จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าอ่านไม่ได้ หรือสะกดไม่เป็นหรอกนะครับ แต่ปัญหาที่แท้จริงก็คือ == เด็กอ่านไม่คล่อง อ่านไปต้องสะกดทีละคำ == พอเด็กต้องอ่านแล้วมัวแต่ตั้งสะกดทีละคำ พออ่านจนจบประโยค เด็กก็จะไม่สามารถจับใจความได้ ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ไม่เชื่อ คุณพ่อคุณแม่ลองอ่านประโยคนี้แบบสะกดทุกคำดูนะครับ หรือไม่พออ่านได้คำหนึ่ง ก็ให้หยุดสัก 3 วินาที แล้วจึงค่อยอ่านคำถัดไป คุณพ่อคุณแม่จะพบว่า == จับใจความอะไรไม่ได้เลย และรู้สึกว่าการอ่านเป็นภาระที่ยากมากๆ อึดอัดมากๆ เป็นภาระที่หนักสมอง และเครียดมากๆ ==

นัก เรียน ตำ รวจ พระ สงฆ์ ต่าง ก็ เป็น อา ชีพ ที่ เป็น ส่วน หนึ่ง ของ สัง คม

จริงๆ การอ่านอะไรยานคาง ยืดยาด อ่านช้าๆ เอาเข้าจริงๆ สมองในส่วนของ Working Memory ทำงานหนักกว่าการอ่านเร็วๆ อีกนะครับ เพราะสมองจะต้องพยายามนึกเชื่อมโยงคำแต่ละคำอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เด็กที่อ่านได้ไม่คล่อง อ่านได้ช้า จึงทำให้เสียเปรียบการเรียนในทุกๆ วิชาครับ ไม่ว่าจะเรียนวิชาอะไร เด็กที่อ่านช้า อ่านไม่คล่อง ก็จะจับใจความไม่ได้ อ่านหนังสืออย่างไรก็ไม่เข้าใจ แถมยังต้องใช้เวลาอ่านมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ อีกด้วย เป็นใครก็ไม่อยากเรียนหนังสือครับ

ดังนั้น การฝึกให้ลูกอ่านให้เร็ว อ่านให้คล่อง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ครับ เด็กเล็กๆ (ยังไม่ถึง ป.2) ก็ให้อ่านออกเสียงครับ (แต่ต้องอ่านให้เร็ว อาจจะใช้การจับเวลาเป็นกุศโลบายก็ได้ครับ) ถ้าเด็กโตตั้งแต่ ป.3 ขึ้นไป ที่เด็กอ่านในใจเป็นแล้ว ก็อาจจะกำหนดระยะเวลาให้เด็กอ่าน หรือจับเวลาในการอ่าน จากนั้นก็ให้คุณพ่อคุณแม่ถามคำถามให้ลูกตอบ ในลักษณะเล่นเกม ก็เป็นกุศโลบายที่ดีมากๆ อย่างหนึ่งครับ สนุกด้วย ไม่เครียดด้วยครับ การฝึกให้ลูกอ่านให้เร็ว เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ครับ เด็กที่อ่านได้เร็ว จะมีทักษะการจับใจความที่ดีกว่าเด็กที่อ่านช้า หรืออ่านเป็นคำๆ ครับ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ถามผมมาว่า == การให้ลูกอ่านการ์ตูน นั้นสามารถพัฒนาทักษะการอ่านของลูกได้หรือไม่ == ผมคิดอย่างนี้ครับ การอ่านการ์ตูนที่มีบอลลูกแทนคำพูดของตัวละครต่างๆ นั้น ผมมองว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการของลูกมากกว่านะครับ ผมไม่คิดว่าจะห้ามครับ แต่อยากให้คุณพ่อคุณแม่มองเป็นเรื่องของการผ่อนคลายของลูกมากกว่าครับ ไม่อยากให้มองว่าการ์ตูนบอลลูนคำพูดแบบนี้ จะใช้เป็นสื่อในการพัฒนาทักษะการอ่านให้กับลูกได้ เพราะการอ่านแต่การ์ตูนบอลลูกคำพูด จะทำให้เด็กมีนิสัยการอ่านแบบฉาบฉวย คือดูแต่ภาพ แต่ไม่อ่านประโยค เพราะว่าการ์ตูนบอลลูกคำพูด ขอเพียงแค่เด็กดูรูป ดูสีหน้าตัวละคร อ่านตัวอักษรสั้นๆ เช่น ว้าก! อ๊าก! โดยที่ไม่ต้องอ่านตัวหนังสืออะไรเลย (อาจจะอ่านแบบข้ามๆ) ก็พอจะเดาเนื้อเรื่องได้ครับ พอเด็กอ่านการ์ตูนแบบนี้นานเข้า ก็จะทำให้ติดนิสัยที่ไม่สามารถอ่านอะไรที่เป็นข้อความยาวๆ ได้ พอเจอข้อความอะไรยาวๆ ก็จะอ่านข้ามๆ ซึ่งพออ่านข้ามๆ แล้วปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้ ก็จะรู้สึกไม่อยากอ่าน อ่านไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็จะมีเจตคติที่ไม่ดีกับการอ่าน กลายเป็นเด็กที่ไม่ชอบอ่านไปในที่สุด

การอ่านสำคัญมากๆ ครับ อ่านให้คล่อง อ่านเร็ว ในความคิดของผม “การที่เด็กมีทักษะการอ่านที่คล่อง อ่านเร็ว” เป็นหนึ่งในหัวใจของการเรียนรู้เลยนะครับ คนที่มีศักยภาพการเรียนรู้ที่สูง มี Reading Speed สูงทุกคนครับ (สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการหาแบบฝึกหัดไว้ฝึกทักษะการอ่านให้กับลูก สามารถ Download ได้ที่นี่นะครับ https://goo.gl/c7hRza)

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>

===============================
SE-ED Learning Center
เรียนกับซีเอ็ด เก่งพูดอังกฤษ เก่งคณิตอย่างเข้าใจ

สนใจหนังสือแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ FAN Math <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ ACTive English <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ New Connection <คลิ้ก>
สนใจหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ Creative and Critical Thinking Skills <คลิ้ก>

Tel. 08-1832-2299, 0-2739-8888
Website: www.se-edlearning.com