Working Memory เร่งสร้างก่อนจะสาย

Working Memory เร่งสร้างก่อนจะสาย

โดย ดร. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

คุณพ่อคุณแม่ที่ตามอ่าน คงจะทราบดีแล้วนะครับว่า Working Memory เป็นความสามารถในการจดจำข้อมูล เพื่อนำมาใช้งานในการประมวลผล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็กมากๆ ครับ ผมเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่บางท่าน อาจจะคิดในทำนองว่า == การมุ่งเน้นที่ Working Memory ของผมนั้นเป็นการเร่งเรียนในส่วนของวิชาการ == ซึ่งผมเชื่อว่าในบทความนี้ จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีมุมมองในการฝึก Working Memory ที่ผมพยายามนำเสนอได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับผม

slc 026

.
ที่ประเทศสิงคโปร์ และประเทศญี่ปุ่น ผมทราบมาว่า ในเด็กอนุบาล จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระบบโรงเรียนของเขาจะมุ่งเน้นการพัฒนา Working Memory ของเด็กเป็นอย่างมากครับ ซึ่งแตกต่างจากระบบโรงเรียนของเราโดยสิ้นเชิง ที่มักจะเอาเนื้อหามาให้เด็กเรียนล่วงหน้า
.
โดยเฉพาะโรงเรียนอนุบาล คือ ผมไม่ได้รังเกียจในส่วนของการเรียนเนื้อหาทางด้านวิชาการหรอกนะครับ ถ้าเด็กนั้นอยู่้ในวัยที่พร้อมแล้ว แต่จะไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะเอาเนื้อหาวิชาการในส่วนที่เกินวัยมาให้เด็กอนุบาลเรียนล่วงหน้า คือ เด็กในวัยอนุบาล เขาควรถูกเตรียมความพร้อม และเสริมศักยภาพในการเรียนมากกว่า “การเทเนื้อหาให้เขาจำ” น่ะครับ ผมว่ามันน่าเสียดาย ซึ่งได้แก่
– Working Memory ซึ่งผมจะเล่าในบทความนี้
– Multisensory Skill (การเรียนรู้ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ที่ควบคู่กัน ทั้งการมองเห็น การฟัง การสัมผัส การปั้น การทรงตัว การทำงานที่ควบคู่กันระหว่างตา และมือ หู และการเคลื่อนที่ และการตอบสนองต่อคำสั่ง หรือสัญญาณต่างๆ เช่น การยกมือ การลุกขึ้นวิ่งไปทำอะไรสักอย่างตามกติกา ฯลฯ)
– การเรียนรู้ที่จะมีวินัยในตนเอง การรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ การรู้จักกติกา และการอยูร่วมกับคนอื่น
.
การเรียนรู้เนื้อหาบ้าง ก็สามารถทำได้ครับ แต่ควรมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อม และเสริมสร้าง Working Memory ไม่ใช่เน้นให้เรียนล่วงหน้า เอาเนื้อหา ป.1 – ป.2 มาเรียนในระดับอนุบาล 1 – 3 คือ ถ้าโรงเรียนอนุบาลไหนเอาวิชาการมาเรียนล่วงหน้านี่ผมมักจะไม่ค่อยแนะนำเลยนะครับ ในทำนองเดียวกัน ถ้าเน้นแต่กิจกรรมนันทนาการแบบสนุกตามใจ ที่ไม่ได้พัฒนา Working Memory ไม่ได้เสริมสร้างความรับผิดชอบ และการเคารพกติกาในการอยู่ร่วมกันกับเพื่่อน ผมก็คิดว่าไม่น่าจะเหมาะครับ
.
สำหรับการเรียนในระดับอนุบาล จุดประสงค์หลักจะต้องไม่อยู่ที่ “เนื้อหา” ครับ แต่ใช้เนื้อหาบางส่วนที่เหมาะสมกับวัย (ไม่ยากเกินไป) มาใช้เป็นสื่อในการฝึก Working Memory ครับ ซึ่งก็คือ การให้นักเรียนฝึกทำสิ่งๆ นั้นให้เร็วขึ้น คล่องขึ้นครับ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเพิ่มเติมเนื้อหาให้ยากขึ้นครับ เช่น
– ถ้าเด็กรู้จักตัวเลช 1 – 10 แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปสอนให้เด็กบวก ลบ ก็ได้นะครับ แต่เราสามารถเอาเรื่องตัวเลขที่เด็กรู้จักแล้ว มาพัฒนา Working Memory ได้ เช่น อาจจะบอกตัวเลขให้เด็กเขียนตาม โดยบอกทีเดียว 3 – 6 ตัว แล้วค่อยให้เด็กเขียน เป็นต้น
– แทนที่จะให้เด็กฝึกบวก ลบ ในเชิงสัญลักษณ์ ที่ต้องมีเครื่องหมาย + – ผมคิดว่า ฝึกให้เด็กแยกจำนวนออกเป็น 2 กอง โดยใช้พื้นฐานของ Number Bond อาจจะดีกว่า ถ้าใช้สื่อประเภทที่จับต้องได้ ก็จะดีมากครับ เช่น ถ้าเอาลูกปิงปองมา 5 ลูก เราก็จะสามารถแบ่งเป็นกองแรก 3 ลูกได้ อีกกองหนึ่ง 2 ลูกได้ หรือกองแรกเป็น 4 ลูก อีกกองหนึ่งเป็น 1 ลูกได้ โดยที่ไม่ต้องไปสอนให้เด็กรู้จักเครื่องหมายบวก ลบ ก็ได้ครับ ผมคิดว่าในวัยนี้ การสอนให้เขาคิดเห็นเป็นภาพ สำคัญกว่าการสอนให้เขารู้จักสัญลักษณ์ครับ (จริงๆ เรื่อง Number Bond นี้ จะไปเริ่ม ป.1 จริงๆ ยังได้เลยนะครับ)
– การเปรียบเทียบ (อะไรมากกว่า น้อยกว่า หนักกว่า เบากว่า ยาวกว่า สั้นกว่า ฯลฯ) หรือในกรณีที่มีภาพ 3 – 4 ภาพ เราสามารถฝึกเด็กให้เรียงลำดับจากความยาวมากมาน้อย หรือน้อยมามากก็ได้นะครับ (ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับจำนวนนะครับ ให้เน้นดูจากภาพ)
– การสอนให้เด็กรู้จักการจัดกลุ่ม เช่น จาก Flashcard มีภาพสัตว์ ผลไม้ เฟอร์นิเจอร์ ปะปนกัน เช่น ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่บอกให้เขาเอารูปสัตว์มาให้ 5 ใบ แล้วเขาทำได้ นี่ถือว่าใช้ได้เลยนะครับ หรือถ้าเราเอาภาพๆ หนึ่งที่ไม่เข้าพวกมาปะปน แล้วเขาสามารถบอกได้ว่าภาพไหนที่ไม่เข้าพวกได้ นี่ก็สุดยอดแล้วนะครับ
Note: อะไรที่เขาทำได้แล้ว พยายามท้าทายเชิงสนุกให้เขาทำสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว ให้เร็วมากขึ้นครับ เพราะความท้าทายที่ง่ายที่สุดที่เด็กควรจะเผชิญหน้าก็คือ การทำสิ่งที่ทำได้อยู่แล้วให้เร็วยิ่งขึ้นครับ (ผมไม่ได้แนะนำให้ใช้การจับเวลาแบบคาดคั้นนะครับ แต่การ Encourage ให้เด็กทำให้เร็วขึ้น โดยให้มองว่าการทำให้เร็วขึ้นเป็นเรื่องสนุกท้าทาย เป็นสิ่งที่ทำได้นะครับ)
– เด็กอนุบาลที่ยังอ่านไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่อาจจะอ่านให้ฟัง และเมื่ออ่านจบแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจจะตั้งคำถามถามลูกจากเนื้อหาที่อ่านให้ฟังก็ได้นะครับ จริงๆ เวลาพาลูกไปเที่ยวไหน เวลากลับมา ให้ถามลูกเกี่ยวกับเรื่องราวที่ไปเที่ยวมา ก็ช่วยได้เหมือนกันครับ เช่น ถ้าพาลูกไปสวนสัตว์ พอกลับมาบ้าน ก็อาจจะถามลูกว่า ไปเจอตัวอะไรมาบ้าง ก่อนไปดูยีราฟ เราไปดูตัวอะไรมาก่อนนะ ประมาณนี้ก็ช่วยได้ครับ
.
ที่ผมสนับสนุนให้เน้นการฝึก Working Memory ในระดับอนุบาล และประถมต้นมากๆ ก็เพราะว่า Working Memory นั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อศักยภาพการเรียนรู้ และมันจะพัฒนาได้ดีในช่วงอายุ 4 – 12 ปีครับ และจะดีมากๆ ในช่วง 4 – 9 ปี ถ้าจะสรุปให้ง่ายๆ ก็คือ คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มพัฒนา Working Memory ให้กับลูกได้แบบจริงจัง ตั้งแต่อนุบาล 1 – ป.3 ได้เลยครับ (https://goo.gl/QCc46z และ https://goo.gl/51qBcQ)
.
กุศโลบายในการพัฒนา Working Memory ให้กับลูก ก็มีอยู่มากมายครับ ได้แก่
– สำหรับเด็กเล็กๆ ที่ยังไม่สามารถอ่านหนังสือได้ คุณพ่อคุณแม่พยายามฝึก Working Memory ให้กับลูกผ่านการใช้คำสั่งครับ และเพิ่มคำสั่งจากการสั่งทีละ 1 คำสั่ง ให้เพิ่มเป็น 2 คำสั่ง และ 3 คำสั่งในที่สุดครับ เช่น หยิบเสื้อมาให้แม่ แล้วเอาหมอนไปวางที่เตียง (อันนี้ 2 คำสั่งครับ) หรือ เก็บของเล่นลงในตะกร้า เอาหมอนไปเก็บ แล้วเอาขวดนมมาให้แม่ (อันนี้ 3 คำสั่ง ครับ) (https://goo.gl/71wRh)
.
– บางทีการออกคำสั่ง เราอาจจะใช้เรื่องที่เขาเรียนในโรงเรียนมาประยุกต์ใช้ก็ได้นะครับ (เอามาประยุกต์ใช้ แต่ไม่ใช่เอามาอัดเนื้อหานะครับ) อาทิเช่น
– – เขียน C, L, F, A บอกทีเดียว 4 ตัวรวด แล้วให้เขาเขียนทีเดียวครับ
– – เขียน m เล็ก, D ใหญ่, H ใหญ่ และ y เล็ก
– – เขียน A ด้วยปากกาสีแดง เขียน J ด้วยดินสอ แล้วเขียน Q ด้วยปากกาสีน้ำเงิน
– – เขียนสามเหลี่ยม วงกลม สี่เหลี่ยม ตามลำดับ
– – จะให้เขียนเป็นตัวเลขก็ได้นะครับ หรือตัวอักษรไทยก็ได้เช่นกันครับ
Note: เห็นไหมครับว่า ผมไม่ได้สอนให้เด็กเอาตัวอักษรมาผสมคำเลยครับ แต่เอาตัวอักษรที่เด็กเรียนไปแล้ว มาใช้ในการฝึก Working Memory ครับ
.
– บอกทาง บอกแผนที่ บอกที่เก็บ แล้วให้เขาไปช่วยหยิบของให้ บางทีคุณแม่อาจจะเอาของไปซ่อน แล้วบอกที่ซ่อนให้เขา เพื่อให้เขาไปหามาให้เรา เช่น แม่เอาตุ๊กตาหมีไปซ่อนไว้ แล้วบอกกับเขาว่าแม่เอาไปซ่อนไว้ที่ชั้น 2 ห้องคุณยาย ในที่ช่องด้านล่างของตู้เสื้อผ้า แล้วดูครับว่าเขาสามารถหยิบตุ๊กตาหมีมาให้คุณแม่ได้หรือเปล่า การเล่นเกมหาของนี่ก็ช่วยพัฒนา Working Memory ได้ดีมากๆ นะครับ และสนุกมากด้วยครับ (https://goo.gl/2SeYt5)
.
– ถ้าเป็นเด็กในวัย ป.2 – ป.3 การฝึกคณิตคิดในใจ โดยที่มีการจับเวลา (ไม่แนะนำให้ทำในเชิงคาดคั้น แต่อยากให้ทำในเชิงท้าทายสนุกๆ มากกว่านะครับ) เน้นให้คิดเร็ว เขียนคำตอบเร็ว บางทีคุณพ่อคุณแม่อาจจะเอาคำที่ลูกเรียนในโรงเรียน มาอ่านแล้วให้เขาเขียนก็ได้ครับ แต่เน้นฝึกให้เขาเขียนเร็ว ไม่ต้องพยายามหาคำใหม่ๆ หรอกนะครับ เอาคำเดิมๆ ที่เขาเรียนที่โรงเรียนนี่ล่ะครับ ดีที่สุดแล้ว (เอาสิ่งง่ายๆ ที่เขาเรียน มาฝึกให้เขาคล่องขึ้น)
.
– การให้ลูกที่อยู่ในวัย ป.1 หรือ ป.2 ที่เขาสามารถอ่านหนังสือได้แล้ว (จากการเรียนที่โรงเรียน) พยายามท้าทายเชิงสนุกสนานให้เขาอ่านออกเสียง ให้เร็วขึ้น คล่องขึ้น (อาจจะให้เขาเอามือชี้ไปที่หนังสือเพื่อเพิ่ม Attention ด้วยก็ได้นะครับ) จากนั้นพอเขาอ่านจบ ก็ให้คุณพ่อคุณแม่เล่นเกม โดยเอาในสิ่งที่เขาอ่านมาตั้งคำถามให้เขาตอบ แบบคล้ายๆ เกมโชว์น่ะครับ สนุกดี ทั้งนี้เพื่อเป็นการฝึกทักษะในการจับใจความของเขาครับ อะไรที่เขาตอบไม่ได้ ก็อาจจะให้เวลาเขาหาคำตอบ แล้วตอบใหม่ก็ได้ครับ จะได้ไม่เป็นการคาดคั้นจนเกินไป (https://goo.gl/yWZeia)
.
– การบอกตัวเลขให้เขาฟัง 4 หลัก เช่น 2579 แล้วให้เขาบอกย้อนกลับเป็น 9752 โดยเริ่มต้นอาจจะเริ่มที่ 3 หลักก่อน ก็ได้ครับ จากนั้นค่อยเพิ่มเป็น 4 หลัก พยายามสอนให้เขานึกถึงตัวเลขที่คุณแม่บอก เช่น 2579 เป็นภาพตรงหน้า จะช่วยทำให้เขาสามารถตอบคำถามได้ง่ายขึ้น
.
– การบอกตัวอักษรให้เขาฟัง 4 – 6 ตัวพร้อมกัน เช่น fgab แล้วตั้งคำถามให้เขาตอบ เช่น ตัวเลขตัวที่ 3 คือ ตัวอักษรอะไร แบบนี้ก็สนุกมากนะครับ
.
การเล่นเกมต่างๆ ก็ช่วยได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องเรียนเสมอไป อย่างเกมจับคู่ภาพเหมือน ที่เอาการ์ดมาคว่ำไว้ แล้วสุ่มเปิดทีละ 2 ใบ ถ้าได้ภาพเหมือนกัน ก็ให้เก็บเอาไว้เพื่อนับเป็นคะแนน ถ้าเปิดมาแล้วไม่เหมือนกัน ก็ให้คว้ำไว้เหมือนเดิม แล้วสลับให้อีกฝ่ายเล่น อย่างนี้ก็ช่วยในเรื่อง Working Memory มากนะครับ
.
กิจกรรมการต่อ เรียง บล็อกไม้ หรือตัวต่อต่างๆ ที่เป็น Pattern ต่างๆ ก็ช่วยพัฒนา Working Memory ได้ครับ เพราะเด็กจะต้องใช้ความจำใช้งานในการจดจำสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว และต้องคิดต่อไปว่า Step ถัดไป ควรจะทำอย่างไรดี (จริงๆ จะได้เรื่องสมาธิก (Attention) และ Delayed Gratification หรือการรู้จักอดใจด้วยนะครับ นี่ยังไม่นับในเรื่องของการฝึก Multisensory Skill ในส่วนของการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่างมือ และตาด้วย รวมทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยนะครับ)
.
แม้แต่สมุดเรื่องราว ที่มีสติ๊กเกอร์ให้เด็กติด ก็ช่วยฝึกได้ครับ เพราะเด็กต้องดูองค์ประกอบของภาพ ดูภาพที่เป็นฉากหลัง เพื่อเลือกสติ๊กเกอร์ที่เหมาะสม สอดคล้องกับฉากหลังเพื่อมาติดให้มันมีบริบทสอดคล้องกับกับฉากต่างๆ แถมยังต้องฝึกการอดใจรอในการค่อยๆ ลอกสติ๊กเกอร์ แบบเอาเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับฉากหลังมาติดอีกด้วยนะครับ (เริ่มแรกเด็กมักจะลอกสติ๊กเกอร์ทุกดวงเลยครับ ไม่เป็นไรครับผม ค่อยๆ ฝึกไปครับ)
.
อีกกิจกรรมหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ก็คือ การให้เด็กหาภาพที่เพิ่มขึ้นมา เกมๆ นี้ง่ายมากครับ ให้คุณแม่เอา Flashcard มาหงายหน้าการ์ด ไว้สัก 6 – 8 ใบ ท่ามกลางใบอื่นที่คว่ำไว้ทั้งหมดครับ จากนั้นให้ลูกจดจำภาพที่หงายไว้สักระยะหนึ่ง จากนั้นให้เอาผ้าห่มมาคลุมที่การ์ดเอาไว้ แล้วคุณแม่ก็เอามือไปหงายการ์ดเพิ่มอีก 1 – 3 ใบ จากนั้นเอามือเกลี่ยๆ แล้วเปิดผ้าคลุมออก และถามเขาว่า “การ์ดใบไหนที่เพิ่มเติมขึ้นมา” เกมนี้สนุก และเป็นกุศโลบายในการพัฒนา Working Memory ได้ดีมากๆ ครับ
.
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ถนัดกับการหาอุปกรณ์ ก็สามารถพิมพ์คำว่า Working Memory ใน Play Store ได้เลยนะครับ จะมีเกมในการพัฒนา Working Memory อยู่เพียบเลยครับ แต่โดยส่วนตัวผมมักชอบให้ลูกเล่นแบบของจริงมากกว่าเล่นผ่าน Tablet หรือมือถือน่ะครับ แต่เกมที่น่าสนใจ ก็มีประมาณ …
– Matching Cards: เป็นเกมจับคู่ภาพเหมือนที่ผมเล่าไปนั่นล่ะครับ เพียงแต่เอามาอยู่ใน Tablet ก็เท่านั้นเอง เป็นเกมที่เอาการ์ดจำนวนหนึ่งมาคว่ำเอาไว้ แล้วให้ผู้เล่นสามารถเปิดการ์ดได้ทีละ 2 ใบ เพื่อจับคู่ที่เหมือนกัน ถ้าจับคู่ได้ ให้หงายการ์ดทั้ง 2 ใบนั้นขึ้น ถ้าไม่เหมือนกัน การ์ดก็จะคว่ำลงที่เดิม เกมจะคอยจับจำนวนครั้งที่เราเปิดการ์ดครับ ว่าเราเปิดการ์ดกี่ครั้งถึงจะจับคู่ได้ทั้งหมด
– Memory Tiles และ Memory Pattern (ลอง Search ดู ใน Play Store นะครับ) Memory Tiles เป็นเกมที่ฝึกให้เด็กจดจำว่าการ์ดที่เปิดนั้นมีอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้เปิดการ์ดได้ตามที่โจทย์กำหนด สำหรับ Memory Pattern คือ การจดจำ Pattern ของการลากเส้นต่อจุด เพื่อให้เราสามารถลากเส้นต่อจุดได้เหมือนกับที่โจทย์กำหนด
.
จริงๆ ยังมีอีกหลายกิจกรรมเลยนะครับ แต่เท่าที่ผมยกมา จะเป็นกิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำเองที่บ้านได้ครับ และสนุกมากๆ ครับ
.
สุดท้ายผมขอย้ำว่า ช่วงอายุ 4 – 9 ปี เป็นช่วงที่ดีมากๆ ในการพัฒนา Working Memory ที่จะเป็นศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของลูกครับ ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่เน้นมากกว่า “การให้ลูกเรียนเนื้อหาวิชาการล่วงหน้าครับ” ซึ่งในระยะยาวแล้วไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เลยครับ
.
ผมย้ำอีกครั้งสุดท้ายนะครับ ว่าการเน้นพัฒนา Working Memory นั้นไม่ได้เป็นการเร่งเรียน โดยเอาเนื้อหาที่เกินวัยมาเรียนล่วงหน้า แต่เป็นการเอาสิ่งที่เด็กสามารถทำได้อยู่แล้วตามวัย มาฝึกฝนให้เด็กทำได้อย่างเร็วขึ้น คล่องแคล่วมากขึ้น การจับเวลาที่ผมว่า อาจไม่จำเป็นต้องจับเวลาอย่างเป็นทางการก็ได้ครับ เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยประเมินลูกดูครับว่า ลูกสามารถทำสิ่งที่ทำได้อยู่แล้วได้เร็วขึ้น คล่องขึ้นหรือไม่ ถ้าใช่ นั่นก็มาถูกทางแล้วนะครับ
.
เด็กอนุบาล ไม่ควรจะเน้นในส่วน “เนื้อหา” แต่ให้เอาเนื้อหามาประยุกต์ในการฝึก Working Memory ได้ครับ
.
สำหรับเด็กในวัยประถมศึกษา ที่เริ่มเรียนในส่วนเนื้อหาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบวก ลบ คูณ หาร การอ่านการเขียนภาษาไทย การอ่านการเขียนภาษาอังกฤษ ฯลฯ ผมว่าในช่วงเวลานั้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องใส่ใจในเรื่องของเนื้อหาที่ลูกเรียนมากขึ้นครับ แต่ก่อนที่จะหาอะไรที่ยากๆ มาให้ลูกทำ (แล้วเขาอาจจะรู้สึกเครียด) ผมคิดว่าสิ่งแรกเลยที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำก็คือ การจูงใจให้ลูกทำในสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้วให้เร็วยิ่งขึ้น คล่องยิ่งขึ้น ด้วยบรรยากาศท้าทายครับ (ท้าทายนี่ไม่ใช่คาดคั้นนะครับ)
.
ในการบรรยายในทุกๆ ครั้ง ผมมักจะพูดเสมอว่า == การสร้างความท้าทายในการเรียนรู้ให้กับเด็ก นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ และความท้าทายที่ง่ายที่สุด ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องไปเสาะหาอะไรมาก นั่นก็คือ การให้ลูกทำในสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว ให้เร็วมากขึ้น คล่องมากขึั้น นั่นเองครับ ==

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>

===============================
SE-ED Learning Center
เรียนกับซีเอ็ด เก่งพูดอังกฤษ เก่งคณิตอย่างเข้าใจ

สนใจหนังสือแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ FAN Math <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ ACTive English <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ New Connection <คลิ้ก>
สนใจหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ Creative and Critical Thinking Skills <คลิ้ก>

Tel. 08-1832-2299, 0-2739-8888
Website: www.se-edlearning.com