ให้ลูกเข้าโรงเรียนชื่อดังเอาไว้ก่อน คิดแบบนี้ถูกหรือเปล่านะ

ให้ลูกเข้าโรงเรียนชื่อดังเอาไว้ก่อน คิดแบบนี้ถูกหรือเปล่านะ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

เชื่อไหมครับว่า การจะให้ลูกเข้าโรงเรียนไหน นี่บางทีเป็นเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงกันระหว่างคุณพ่อ และคุณแม่ แบบที่หาข้อสรุปได้ค่อนข้างยาก บางกรณีมีงอนกันก็มีให้เห็นเหมือนกันนะครับ สาเหตุที่คุณพ่อคุณแม่ต้องถกเถียงกันเกี่ยวกับการเลือกโรงเรียนให้กับลูก ก็เพราะว่า “โรงเรียน มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของลูก” อย่างชัดเจนครับ ไม่ว่าจะเป็น

– พื้นฐานความรู้ที่จะต้องใช้สอบเข้า หรือศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
– เพื่อน ๆ ร่วมโรงเรียน ที่ลูกอาจจะต้องรู้จักกันไปตลอดชีวิต
– ชื่อเสียงของโรงเรียนที่จะต้องบันทึกไว้ในประวัติการศึกษาของลูก ไปตลอดชีวิต

slc 027

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่าน จึงมักจะตัดสินใจว่า == อย่างไรก็ตาม ก็จะต้องพยายามผลักดันให้ลูกได้เข้าเรียนที่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงเอาไว้ก่อนให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนสอบเข้าเรียนในชั้น ม.1 == ไม่ว่จะด้วยวิธีการอะไรก็ตาม ถ้าลูกสอบเข้าไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องพยายามใช้วิธีอื่น เพื่อให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งใจให้ได้ (ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ น่าจะทราบถึงวิธีการเหล่านี้ดีอยู่แล้วนะครับ) จนมีคำถามมาถามผมว่า “การตัดสินใจทำอย่างนี้ มันถูกต้องหรือเปล่า”

จริงๆ แล้ว “โรงเรียนไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญในการตัดสินใจหรอกนะครับ” แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “เพื่อนร่วมชั้นเรียนของลูก” ต่างหากครับ เพราะจากงานวิจัยแทบจะทุกชิ้น ล้วนระบุว่า เพื่อนร่วมชั้นเรียนของลูกนั้นมีผลต่อความสำเร็จในการเรียนของลูกเป็นอย่างมาก ซึ่งผลกระทบจากเพื่อนร่วมชั้นในทางเทคนิคเขาเรียกว่า “Peer Effect” นั่นเองครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://goo.gl/EhF7Iv และ http://goo.gl/x2Vh4z)

ถ้าเราจะมองในมุมของ “การประสบความสำเร็จในการเรียน” จริงๆ แล้ว ชื่อเสียงของโรงเรียน หลักสูตร หรือครูผู้สอนหรอก มันไม่ได้ส่งผลอะไรมากมายนักหรอกครับ อย่างงานวิจัยใหม่ๆ ก็ชี้ว่า == การที่พ่อแม่เอาใจใส่ใจในการเรียนของลูก เช่น การคอยถามไถ่เรื่องการเรียนของลูก นั่งเป็นเพื่อนลูกระหว่างการทำการบ้าน คอยวางแผนการอ่านหนังสือให้กับลูก ฯลฯ นั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าคุณภาพโรงเรียนด้วยซ้ำไปครับ (http://goo.gl/YQwglN) ==

การเลือกโรงเรียนให้กับลูก แท้ที่จริงแล้ว ก็คือการเลือก “เพื่อนร่วมชั้น” ให้กับลูกมากกว่าครับ ถ้าลูกได้เรียนในชั้นเรียนร่วมกับ == เพื่อนร่วมชั้นที่มีความเหมาะสม == ก็จะส่งผลดีต่อการพัฒนาศักยภาพในการเรียนของลูกได้เป็นอย่างมาก

คำว่า “เพื่อนร่วมชั้นที่มีความเหมาะสม” มันไม่ได้หมายความว่า เพื่่อนของลูกจะต้องเป็นลูกพ่อค้าคหบดี หรือเป็นลูกของนักวิชาการ หรือต้องมาจากครอบครัวที่มีเศรษฐสถานะที่ดี หรอกนะครับ คำว่า “เพื่อนร่วมชั้นที่มีความเหมาะสม” ผมคิดว่าน่าจะเป็นการจัดชั้นเรียน ที่มีองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ครับ

ในชั้นเรียน จะต้องประกอบไปด้วย นักเรียนที่มีระดับทักษะ และความสามารถในแต่ละวิชาที่มีความหลากหลาย (Class Diversity) นั่นหมายความว่า คุณพ่อคุณแม่ต้องมั่นใจว่า ลูกจะต้องสามารถแข่งขันกับเพื่อนร่วมห้องได้ อย่างพอฟัดพอเหวี่ยง กล่าวคือ ในห้องเรียนของลูก ควรจะมีทั้งเพื่อนที่เก่งกว่าลูกเรา และในขณะเดียวกันก็มีเพื่อนที่เป็นรองลูกเราบ้าง การเป็นต่อ เป็นรอง อาจจะไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเหมือนกันในทุกๆ วิชานะครับ เป็นไปได้ที่ลูกของเราอาจจะมีความโดดเด่นในชั้นเรียนในบางวิชา แต่ก็มีบางวิชาก็อาจจะเป็นรองเพื่อนๆ อยู่บ้าง

จากบทความ PISA in Focus ที่ชื่อว่า Who are the low performing students? (http://goo.gl/m3iLuM) ได้ระบุไว้ว่า การจัดชั้นเรียนที่เด็กมีความหลากหลายในระดับทักษะควาามสามารถ เด็กจะมีปัญหาการเรียนน้อยกว่า และมีผลการเรียนในภาพรวมที่ดีกว่า โรงเรียนที่มีนโยบายในการจัดห้องเรียน ตามผลการเรียนของนักเรียน ประมาณว่าจับเด็กที่เรียนเก่งๆ มาเรียนรวมกันในห้องหนึ่ง (ที่มักเรียกกันว่า “ห้องคิง” นี่ล่ะครับ) สำหรับเด็กที่มีปัญหาการเรียน โรงเรียนก็จะรวมเด็กที่เรียนอ่อนเหล่านั้น มาไว้อีกห้องหนึ่ง ซึ่งระบบการคัดแยกห้องแบบนี้ จะส่งผลให้เกิดปัญหาหลายอย่างครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://goo.gl/GcpSj3) ได้แก่

– เด็กที่มีผลการเรียนในระดับปานกลางค่อนไปในทางที่ดี พอถูกจับมาอยู่ในห้องที่เพื่อนๆ เรียนเก่งมากๆ เด็กคนนั้นจะกลายเป็นคนที่สู้อะไรเพื่อนร่วมชั้นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะสอบวิชาอะไร ก็มักจะได้อันดับท้ายๆ ของห้อง ตกอยู่ในสถานะเป็นลูกไล่ของเพื่อนๆ ทำให้ความมั่นใจในการเรียนถดถอย ผลเสียมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผลการเรียนนะครับ แต่มันส่งผลเสียในระดับทัศนคติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้าน ภาวะผู้นำ และความเชื่อมั่นในตนเอง ครับ

– เด็กที่ไมว่าจะสอบวิชาอะไร ก็ได้ที่หนึ่งชนะเพื่อนไปเสียทุกอย่าง ดูเผินๆ เหมือนจะดีนะครับ เพราะเด็กจะมีความมั่นใจในตนเองครับ แต่ผลดีจะเกิดขึ้นในช่วงระยะสั้นๆ เท่านั้นครับ ในระยะยาว หากเด็กไม่ได้รับโอกาสที่จะได้เรียนร่วมกับเพื่อนที่เก่งกว่าในบางวิชาบ้างเลย ความมั่นใจหลอกๆ ที่เกิดขึ้นนี้ จะไม่ได้ช่วยทำให้ศักยภาพ และขีดความสามาถของเขาพัฒนาขึ้นเลยครับ

– เด็กเรียนอ่อนที่ถูกจับมารวมในห้องเรียนเดียวกัน ปัญหาที่พบบ่อยๆ ก็คือ Class Disruption ครับ คือ เด็กแต่ละคนที่อยู่ในห้องนั้น แทบจะไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาการเรียนของตนเองเลยครับ ต่างกันต่างรบกวนการเรียนซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างไม่เรียน ไม่ต่างอะไรจากมานั่งเล่นกับเพื่อนๆ ในห้องเรียนเท่านั้นเองครับ ยิ่งปล่อยให้สภาวะแบบนี้ผ่านไปนานเท่าไหร่ ปัญหาการเรียนของเด็กจะยิ่งสะสม และจะแก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ถามผมว่า ควรจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงดีหรือไม่ ถ้าจะให้ตอบในฐานะที่เข้าใจ ผมก็มักจะให้ความเห็นว่า == หากลูกของคุณพ่อคุณแม่ ได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง แต่จะต้องถูกนำไปรวมในห้องท้ายๆ ที่มีเด็กที่เรียนไม่เก่ง หรือสอบเข้าไม่ได้มาอยู่รวมกัน == *** ผมว่าอย่าเลยดีกว่าครับ *** เด็กที่อยู่ในห้องท้ายๆ ของโรงเรียนที่มีชื่อเสียง มีโอกาสยากมากๆ นะครับ ที่จะกลับมาประสบความสำเร็จในการเรียน แต่กลับเสี่ยงมากขึ้นที่จะมีผลการเรียนที่แย่ลง แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่มั่นใจว่า ลูกของคุณพ่อคุณแม่จะได้เรียนในชั้นเรียนปกติ และคุณพ่อคุณแม่ประสงค์ที่จะให้ลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนนั้นให้ได้ ผมก็ไม่คัดค้านครับ

สุดท้าย คำว่า “ชั้นเรียนที่มีความหลากหลาย” คุณพ่อคุณแม่อย่าเข้าใจผิด คิดว่าเป็น “ห้องกลางๆ ที่ไม่ว่าวิชาอะไรลูกก็สอบได้กลางๆ ของห้องนะครับ” คำว่า “ชั้นเรียนที่มีความหลากหลาย” นั้นหมายความว่า เป็นห้องเรียนที่ลูกเราเรียนสู้คนอื่นได้ บางวิชาก็เก่งกว่าคนอื่นบ้าง บางวิชาก็อาจจะเป็นรองคนอื่นบ้าง ในบางบทที่ถนัด ก็ได้คะแนนดีกว่าเพื่อนคนอื่นๆ บางบทที่ไม่ชอบนัก ก็อาจจะได้คะแนนที่เป็นรองเพื่อนสักหน่อย (แต่ไม่ถึงกับสอบตกนะครับ) เรียกได้ว่า “พอฟัดพอเหวี่ยง” ครับ

การได้เรียนร่วมกับเพื่อนที่มีระดับความสามารถ “พอฟัดพอเหวี่ยง” นี่ล่ะครับ จะเป็น Peer Effect ที่ส่งผลดีมากๆ ต่อการเรียนของลูกเลยครับ หวังว่าบทความนี้น่าจะช่วยทำให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจเลือกโรงเรียนให้กับลูกได้ง่ายมากขึ้นนะครับ (^___^)/

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>

===============================
SE-ED Learning Center
เรียนกับซีเอ็ด เก่งพูดอังกฤษ เก่งคณิตอย่างเข้าใจ

สนใจหนังสือแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ FAN Math <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ ACTive English <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ New Connection <คลิ้ก>
สนใจหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ Creative and Critical Thinking Skills <คลิ้ก>

Tel. 08-1832-2299, 0-2739-8888
Website: www.se-edlearning.com