จะให้ลูกอ่านหนังสือแบบไหนดี ถึงจะช่วยพัฒนาการเรียนได้ในทุกๆ วิชา

จะให้ลูกอ่านหนังสือแบบไหนดี ถึงจะช่วยพัฒนาการเรียนได้ในทุกๆ วิชา
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

คุณพ่อคุณแม่ครับ เชื่อหรือไม่ครับว่า = การอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญมาก ๆ ไม่ว่าจะเรียนในวิชาอะไร = เพราะในการเรียนไม่ว่าวิชาไหน เด็กก็ต้องอ่านใช่ไหมครับ
– คณิตศาตร์เด็กก็ต้องอ่านโจทย์
– ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ เรียกได้ว่าทุกวิชาเด็กต้องอ่านทั้งสิ้นครับ

เด็กไทยไม่ได้มีปัญหา “อ่านไม่ออก” เด็กส่วนใหญ่ ตามประสบการณ์ที่ติดตามดูสถานการณ์การอ่านของเด็กไทย ผมยืนยันว่าเด็กไทยส่วนใหญ่อ่านออกครับ แต่ปัญหาคือ การอ่านไม่คล่อง เวลาจะอ่านสักทีต้องสะกดเป็นคำๆ อ่านทีละพยางค์ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งพอเด็กอ่านจนถึงคำสุดท้าย เมื่อสิ้นสุดประโยค เด็กก็จะจับใจความอะไรไม่ได้เลย ซึ่งก็ตรงกับเนื้อหาหนังสือเรื่อง 10 นาทีมหัศจรรย์ยามเช้าสร้างลูกรักการอ่าน ซึ่งเป็นแนวทางในการสร้างเด็กรักการอ่านของประเทศเกาหลีใต้ (http://goo.gl/o5YUcO) ซึ่งระบุว่าสาเหตุที่เด็กไม่ชอบเรียนหนังสือมาจาก เด็กไม่ชอบอ่านหนังสือ และสาเหตุที่เด็กไม่ชอบอ่านหนังสือก็เพราะว่า == เด็กไม่เข้าใจคำต่างๆ ที่เขียนในหนังสือ == คนเราพออ่านไม่คล่อง อ่านเสร็จก็ไม่เข้าใจ ใครจะไปอยากอ่านล่ะครับ พอไม่อยากอ่าน การเรียนในแทบทุกๆ วิชาก็ถดถอย ยิ่งเรียนในชั้นที่สูงขึ้น ก็มีเรื่องที่ต้องอ่าน ต้องค้นคว้ามากขึ้น ประโยคที่อ่านก็ยาวขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น เด็กที่มีปัญหาอ่านไม่คล่องจะมีปัญหากับการเรียนมาก ๆ เลยครับ

slc 028

เด็กที่อ่านช้ากว่าเพื่อนในห้องเรียน ก็อาจจะส่งผลให้เรียนตามเพื่อนๆ ไม่ทัน ตามที่คุณครูอธิบายไม่ทัน เพราะพออ่านจนจบประโยค ก็ยังจับใจความไม่ได้ หรืออ่านยังไม่จบเลย ครูก็สอนเรื่องใหม่ไปเสียแล้ว ครั้นจะบอกให้ครูรอก่อน ก็ไม่กล้า เพราะเพื่อนคนอื่นๆ ก็อ่านจบ และเข้าใจกันหมดแล้ว

ดังนั้นการจะทำให้เด็กเรียนหนังสือที่โรงเรียนได้อย่างมั่นใจ มีความสุข เราต้องทำให้เด็ก == อ่านคล่อง และจับใจความได้เร็ว ==

ทางแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ การสร้างนิสัยการอ่านหนังสือให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ประเทศเกาหลีใต้ชอบให้เด็กอ่านหนังสือยามเช้า วันละ 10 นาที ไม่ต้องมากครับ แต่ให้อ่านทุกวัน ซึ่งนอกจากจะเป็นการฝึกทักษะการอ่าน และสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กแล้ว ยังถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสมาธิให้กับเด็กก่อนเข้าเรียนอีกด้วยนะครับ

แต่สำหรับประเทศไทย ถ้าคุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างจะเร่งรีบในยามเช้า ก็อาจจะจัดสรรเวลาให้ลูกอ่านในช่วงเวลาเย็นๆ ก็ได้ครับ อ่านไม่ต้องมาก อ่านแค่ 10 – 15 นาทีก็พอ

สำหรับหนังสือที่ผมแนะนำให้อ่าน ผมมักจะเชียร์ให้เด็กอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวทางด้านวิทยาศาสตร์นะครับ ไม่ว่าจะเป็น ปรากฎการณ์ธรรมชาติต่างๆ การอธิบายสิ่งรอบตัวด้วยวิทยาศาสตร์ สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ไดโนเสาร์ อวกาศ ประวัตินักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ เหตุผลที่ผมแนะนำให้อ่านเรื่องราวทางด้านวิทยาศาสตร์ก็เพราะว่า จากรายงาน PISA In Focus เรื่อง How do some students overcome their socio-economic background? (https://www.oecd.org/pisa/pisaproducts/pisainfocus/48165173.pdf) รายงานนี้ระบุว่า เด็กที่มีผลการเรียนที่ดี ทั้งๆ ที่มีฐานะทางบ้านไม่ดีนัก จะมีคุณลักษณะที่ชอบเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์

จากทรรศนะของผม ผมเชื่อว่าการอ่านเรื่องราวทางด้านวิทยาศาสตร์ นอกจากจะฝึกทักษะการอ่านให้กับเด็กแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ยังเป็นเรื่องที่สนุกท้าทาย และสร้างแรงบันดาลใจในการตั้งคำถาม และค้นคว้าหาคำตอบให้กับเด็กได้อย่างดีมากครับ ที่สำคัญเรื่องราวทางด้านวิทยาศาสตร์ ยังเป็นเรื่องราวที่เป็นข้อเท็จจริง ที่มีความชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากเรื่องราวทางด้านสังคม และประวัติศาสตร์ ที่บางประเด็นยังมีข้อโต้เถียงกันในทางวิชาการอยู่น่ะครับ

ผมมักจะแนะนำอย่างนี้ครับว่า นอกจากจะหาหนังสือที่เป็นเรื่องราวสั้นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ให้ลูกอ่านเป็นงานอดิเรก อ่านทุกๆ วัน วันละ 10 – 15 นาที จนเป็นนิสัยแล้ว ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่มีเวลา ผมก็อยากจะให้คุณพ่อคุณแม่ถามลูกด้วยคำถามเปิด หรือเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่าในสิ่งที่เขาอ่านให้ฟัง ประมาณว่าให้เขาโม้ให้ฟังน่ะครับ จากนั้นก็แค่พูดคุยถาม – ตอบกับเขาแบบเป็นกันเองสบายๆ (ไม่เอาการถามตอบแบบสอบนะครับ มันเครียดเกินไป) ก็จะช่วยพัฒนาทักษะการจับใจความได้มากเลยนะครับ และยังเป็นการกระตุ้นให้เขารู้สึกว่าอยากจะอ่านต่อ อยากจะค้นคว้ามากขึ้นอีก

เรื่องราวทางด้านวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่เป็นการตอบคำถาม “ทำไม” ในเรื่องราวรอบตัว (ผมชอบ Series นี้นะครับ http://goo.gl/9wzPT8) ซึ่งเด็กจะภูมิใจทุกครั้งครับ ที่ได้เล่าเหตุผลที่มาที่ไป ที่เขารู้ให้กับคนอื่นๆ ฟัง มันดูเหมือนกับว่าเขาเป็นผู้รอบรู้ประมาณนี้อ่ะครับ

ผมเชื่อว่า ถ้าทำให้เด็กอ่านได้คล่อง จับใจความได้เร็ว ไม่รู้สึกเวลาที่ต้องอ่านอะไร ในทางกลับกันกลับมีความสนุกที่จะค้นคว้า หาความรู้ด้วยตนเอง ทักษะ และอุปนิสัยแบบนี้นี่ล่ะ ที่จะช่วยทำให้เด็กเรียนในวิชาไหนๆ ก็จะมีผลการเรียนที่ดี วิชาไหนที่ชอบ ก็จะมีผลการเรียนที่ดีมากหน่อย วิชาไหนที่ไม่ค่อยชอบ อย่างน้อยๆ เด็กก็จะไม่อิดออดที่จะอ่านหนังสือเตรียมตอบด้วยตัวเอง

อ่านเรื่องวิทย์ๆ แล้วจะติดใจครับ (^___^)/

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>

===============================
SE-ED Learning Center
เรียนกับซีเอ็ด เก่งพูดอังกฤษ เก่งคณิตอย่างเข้าใจ

สนใจหนังสือแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ FAN Math <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ ACTive English <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ New Connection <คลิ้ก>
สนใจหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ Creative and Critical Thinking Skills <คลิ้ก>

Tel. 08-1832-2299, 0-2739-8888
Website: www.se-edlearning.com