รู้รึเปล่า “ลูกเป็นคนมีพรสวรรค์นะ”

รู้รึเปล่า “ลูกเป็นคนมีพรสวรรค์นะ”
โดย ดร. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ผมเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ แม้ว่าจะไม่ได้คาดหวังให้ลูกมีพรสวรรค์ แต่ก็คงจะไม่ปฏิเสธนะครับว่า == ถ้าลูกมีพรสวรรค์ ก็คงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่น้อยเลยนะครับ ==

slc 030

ก่อนที่จะพูดถึงคำว่า “พรสวรรค์” ผมอยากชวนให้คุณพ่อคุณแม่คิดถึงประโยคที่ว่า “เราไม่มีพรสวรรค์” ก่อนครับ โดยปกติแล้ว หลายๆ คนมักจะพูดประโยคนี้ ก็ต่อเมื่อตัวเองได้พยายามทำอะไรบางอย่างจนสุดความสามารถแล้ว แต่ก็ยังได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี พอไปเปรียบเทียบกับใคร ก็เหมือนจะยังแข่งขันกับเขาไม่ได้ ยิ่งพยายามก็ยิ่งท้อแท้ สุดท้ายก็ต้องบอกกับตัวเองว่า “เรามันไม่มีพรสวรรค์ในเรื่องนี้จริงๆ”
.
คนเราพอปักใจ และพูดย้ำๆ กับจิตใต้สำนึกของตัวเองว่า “เราไม่มีพรสวรรค์ในเรื่องๆ นี้” ทีนี้ล่ะครับ เราก็จะเลิกพยายาม ไม่มีอยากที่จะฝึกฝนอะไร และพยายามที่จะหลีกเลี่ยงที่จะทำ หรือเรียนรู้ในสิ่งๆ นั้น เพราะเชื่อว่าต่อให้พยายามฝึกฝนสักเท่าใด เรียนรู้มากแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์ ยิ่งไม่ฝึกฝน ยิ่งไม่พยายาม นับวันทักษะ และความรู้ในเรื่องนั้นๆ ก็จะถดถอย และถูกคนอื่นๆ ทิ้งห่างไปเรื่อยๆ ยิ่งห่างจากคนอื่น ยิ่งสู้คนอื่นไม่ได้ ก็ยิ่งบอกกับตัวเองว่า “เราคิดถูกแล้วล่ะ เรามันไม่มีพรสวรรค์ในเรื่องนี้จริงๆ” พอความรู้ความสามารถของลูกทิ้งระยะห่างจากเพื่อนๆ ประกอบกับจิตใต้สำนึกยืนยันไปแล้ว่าตัวเองไม่มีความสามารถในด้านด้าน การจะแก้ไขนี่มันยากมากๆ เลยนะครับ
.
กลับมาที่คำว่า “พรสวรรค์” หลายๆ คนอาจจะนึกถึงแต่ “พลังวิเศษ หรือสมรรถนะวิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดใช่ไหมครับ” แต่สำหรับคำว่า “พรสวรรค์” ของผม มันคือ สภาวะที่เด็กรู้สึกว่า – – ความพยายามที่เขาได้ทำสม่ำเสมอ มันผลิดอกออกผล ความพยายามที่เขาอดทนทำมา สุดท้ายก็สามารถทำให้เขาได้ตามเป้าหมายที่เขาตั้งใจ – – พอเด็กมีความเชื่อมั่นในความพยายามแล้ว ไม่ว่าสักวันเขาจะล้มเหลว หรือพบกับอุปสรรคเพียงใดก็ตาม จิตใต้สำนึกมันจะบอกกับตัวเองว่า “ที่เราไม่ได้อย่างที่คาดหวัง นั่นเป็นเพราะเรายังไม่ได้พยายามอย่างถูกวิธี สิ่งที่ยากๆ เราก็เคยทำได้มาแล้วนี่นา เอ้า! ลองดูสักตั้ง” เด็กจะมีลูกฮึด กลับมาคิดทบทวน แก้ไข ปรับปรุง แล้วพยายามใหม่ โดยที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ครับ ผมว่านี่ล่ะคือ “คุณสมบัติของเด็ก ที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ” ครับ
.
ถ้าคุณพ่อคุณแม่เชื่อมั่นใน “พรสวรรค์” ในนิยามที่ผมนำเสนอไป ผมมีวิธีที่คุณพ่อคุณแม่ สามารถทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ได้ครับ โดยผมขออนุญาตยกเอา “เรื่องเรียนของลูกที่โรงเรียน” ก็แล้วกันนะครับ เพราะเป็นเรื่องที่ที่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุดครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ (อ้างอิงจาก https://goo.gl/0UjEPG)
.
1. ตั้งเป้าหมายให้กับลูกให้มีความท้าทาย โดยที่ยังอยู่ในศักยภาพที่ลูกทำได้
ผมคิดว่า คุณพ่อคุณแม่ควรชวนลูกคุยเกี่ยวกับเป้าหมายในการเรียนในช่วงก่อนเปิดเทอมนะครับ โดยเอาผลการเรียนของลูกในเทอมที่ผ่านมามาพิจารณา จุดเริ่มต้นอาจจะ Focus แค่บางวิชาก็ได้ครับ เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกว่ามันเป็นภาระที่มากมายเกินกำลัง
– กำหนดคะแนนเป้าหมาย ที่ต้องการปรับปรุงให้ดีขึ้น เอาแบบสมเหตุสมผลนะครับ คือ ท้าทายได้ แต่ต้องมั่นใจว่าลูกเรามีศักยภาพที่ทำได้ครับ ถ้าเขาพยายาม
– ผมไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เป็นคนกำหนดเป้าหมายแบบสั่งลูกนะครับ แต่อยากให้เป็นการพูดคุยกัน เพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกัน
– หากลูกต้องการกำหนดเป้าหมาย ว่าต้องการแข่งกับเพื่อนคนใดคนหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะคิดว่า “มันเป็นสิ่งที่ไม่ดี” แต่ผมกลับมองว่ามันเป็นเรื่องปกตินะครับ ยิ่งในโลกของการทำงานแล้ว การเปรียบเทียบเพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันกับคู่แข่งขันที่เราเรียกว่า Benchmarking นั้นเป็นเรืองปกตินะครับ แต่ความต้องการที่จะแข่งขันนั้นจะต้องมาจากความต้องการของตัวลูกเอง ไม่ใช่ที่ลูกต้องการแข่งกับเพื่อนคนใดคนหนึ่งในห้อง เป็นแรงกดดันจากคุณพ่อคุณแม่นะครับ แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องย้ำกับลูกเสมอ ก็คือ
— การแข่งขันกับเพื่อน หรือว่ากับใคร เราต้องให้ความเคารพกับคู่แข่งขัน การชนะเขาด้วยวิธีการที่ไม่ยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าภาคภูมิใจเลย ถ้าเราแพ้ ก็ให้เรารู้จักยอมรับ “การได้แข่งกับคนเก่ง ๆ โดยตั้งเป้าหมายว่าเราต้องชนะเขาให้ได้สักครั้งหนึ่ง สักเรื่องหนึ่ง” มันดีกว่าการเป็นที่หนึ่งในการแข่งขันที่เราต้องแข่งกับคนที่เราก็รู้อยู่แล้วว่าเรามีศักยภาพเหนือกว่าเขา เพราะการชนะในรูปแบบนี้นอกจากจะเป็นการหลอกตัวเองแล้ว ยังไม่ได้ช่วยให้ตัวเราพัฒนาอะไรขึ้นมาเลย
— การแข่งขันต้องมีน้ำใจนักกีฬา เราไม่จำเป็นต้องไปท้าทายเพื่อนว่าเราจ้องจะเอาชนะเขา และเมื่อเราชนะเขาแล้ว ก็ให้เราภูมิใจในตัวเองก็พอ ไม่ควรไปพูดจากถากถางเพื่อน คนเก่ง ๆ ในโลกทุกคนไม่เคยมีใครที่ชนะคนอื่นได้ตลอด การได้ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะกับคนเก่งๆ และการได้รับการยอมรับนับถือในฝีมือ และน้ำใจจากคนเก่ง ๆ นี่ล่ะคือสิ่งที่สุดยอดที่สุด
.
2. หารือกับลูกเพื่อกำหนดตารางการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
ในขั้นตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การพูดคุยกับลูกเพื่อ == กำหนดตารางการฝึกฝน หรือการทำแบบฝึกหัดอย่างสม่ำเสมอ == เป็น Routine ครับ โดยที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องสรรหาแบบฝึกหัด หรือสื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่จะสอบของลูกที่โรงเรียน ที่คุณพ่อคุณแม่มั่นใจว่า หากว่าลูกฝึกฝน ฝึกทำแบบฝึกหัดตามนี้อย่างสม่ำเสมอแล้ว ลูกจะได้ผลลัพธ์ที่ดี (ในกรณีที่เราเอาคะแนนสอบที่โรงเรียนเป็นเป้าหมายนะครับ)
.
จากนั้นในช่วงแรกๆ ของการฝึกฝน ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่คอยนั่งเป็นเพื่อนลูกในการทำแบบฝึกหัดครับ อาจจะคอยเตือนลูกว่า “ได้เวลาทำแบบฝึกหัดแล้วลูก” แค่นั่งเป็นเพื่อนเฉย ๆ นะครับ คอยแนะนำเวลาที่ลูกไม่เข้าใจ พอเขาเข้าใจแล้วก็ปล่อยให้เขาทำแบบฝึกหัดด้วยตัวเองต่อไป (พยายามอย่าเลือกแบบฝึกหัดที่มีแต่ข้อยาก ๆ นะครับ ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่เลือกแบบฝึกหัดที่มั่นใจว่า โจทย์ส่วนใหญ่ลูกสามารถทำได้ด้วยตนเองครับ)
.
สิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่ว่าต้องทำมาก แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอครับ ผมมักจะแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ เอาสิ่งที่ลูกอยากทำ ชอบทำ มาเป็นกติกาในการฝึกฝนด้วยตนเอง เช่น ถ้าลูกชอบอ่านการ์ตูน ก็อาจจะตกลงกันว่า ถ้าลูกทำแบบฝึกหัดเสร็จเร็ว ก็จะอนุญาตให้อ่านการ์ตูนได้เร็ว เป็นต้นครับ
.
3. อย่าสนับสนุนวิธีการได้มาซึ่งคะแนน จากวิธีที่ลูกไม่ต้องพยายาม
คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยนะครับ พอทราบข่าวมาว่า “หากเรียนพิเศษกับครูที่โรงเรียนคนนั้น คนนี้ แล้วครูจะบอกแนวข้อสอบ ซึ่งจะออกตรงเป๊ะๆ จากนั้นก็จะตัดสินใจให้ลูกไปเรียนกับครูคนนั้น” ซึ่งก็ได้ผลจริง ๆ ครับ คือ ข้อสอบออกตรงเป๊ะ ตามที่ครูบอกเลยครับ และลูกก็ได้คะแนนดีจริงๆ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์เลยครับ เพราะสิ่งเหล่านั้นทำให้เด็กซึมซับว่า “เฮ้ย! จะพยายามไปทำไมล่ะ หาวิธีลัดดีกว่า” พอเด็กไม่เห็นคุณค่าของความพยายามแล้ว เวลาที่คุณพ่อคุณแม่ หรือใครเตือนให้เขาอดทน บอกให้เขาสู้ บอกให้เขาพยายาม จิตใต้สำนึกเขาจะต่อต้านอยู่ตลอดครับ และจะเป็นเจตคติที่ถ่วงการพัฒนาของเขาไปในระยะยาวเลยครับ
.
4. คอยกำกับความคืบหน้า เช่น คะแนนเก็บ ของลูก เพื่อให้มั่นใจว่า “ความพยายามของลูก” นั้นไม่สูญเปล่า
ในข้อที่ 3. ผมได้เกริ่นไว้ในเบื้องต้นแล้วครับว่า “คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกเห็นคุณค่าของความพยายาม” และต้องไม่ให้ลูกมีความรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพยายามเป็นความสูญเปล่า” ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยชวนลูกคุย ไต่ถามถึงคะแนนเก็บต่างๆ ว่าได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง และหากพบว่า “คะแนนของลูกไม่ดี ทั้ง ๆ ที่ลูกฝึกฝนตามกติกาแล้ว” คุณพ่อคุณแม่ต้องชวนลูกให้เปลี่ยนวิธีการครับ เช่น เปลี่ยนแบบฝึกหัด หรือทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมในส่วนอื่นที่ละเลยไป เพื่อให้ลูกเข้าใจว่า “ความพยายามหากทำให้ถูกทางถูกวิธี มันก็ไม่สูญเปล่า หากพบว่าความพยายามไม่ได้ผลิดอกออกผล นั่นเท่ากับว่า เรากำลังพยายามอย่างผิดวิธี เหมือนกับต่อให้เราตั้งใจอดทนขับรถไปทางใต้ ต่อให้เราพยายามเท่าไหร่ เราก็ไปไม่ถึงเชียงใหม่หรอกครับ ถ้าเราพบว่าเราพยายามผิดทาง เราก็แค่ปรับทิศทาง เปลี่ยนวิธี แล้วพยายามใหม่” เท่านั้นเองครับ
.
5. ชื่นชมที่ “ความพยายาม” ไม่ใช่ชื่นชมที่ผลลัพธ์
ผมมักจะแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ชื่นชมลูกที่ความพยายามเสมอ เช่น เวลาที่เห็นลูกตั้งใจทำแบบฝึกหัดด้วยตัวเอง ต่อให้ผิดบ้าง แต่ถ้าเขาตั้งใจ เขาก็ควรได้รับคำชื่นชมนะครับ หรือเวลาที่เขานั่งคิดอะไรด้วยตัวของเขาเอง ต่อให้เขาใช้เวลานานมาก ๆ หรือต่อให้คำตอบที่ได้จะผิดก็ตาม เขาก็ควรได้รับคำชมจากคุณพ่อคุณแม่เสมอครับ
.
จริง ๆ การปลูกฝัง “คุณค่าของความพยายาม” นี่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ตั้งแต่ลูก 2 ขวบเลยนะครับ สอนให้เขารู้จักคำว่า “อึด” และ “พยายาม” (ผมบอกลูกสาวผมทุกวันว่า “คนเก่งที่แท้จริง คือ คนที่อึด และพยายาม”) และชื่นชมเขาทุกครั้ง ที่เขาพยายามทำอะไรด้วยตัวของเขาเอง หรือต้องอดทนทำอะไร จนเขาค่อย ๆ ซึมซับ “คุณค่าของความพยายามเข้าไปในจิตใต้สำนึก”
.
ผมเชื่อเสมอครับว่า คนที่พยายาม สุดท้ายความพยายามมันต้องผลิดอกออกผล เขาจะต้องได้พบกับผลลัพธ์ที่เป็นไปตามเป้าหมายที่เขาคาดหวังเข้าสักวัน และเมื่อวันนั้นมาถึง คุณพ่อคุณแม่ก็แค่บอกกับเขาว่า “นี่ไง! รู้หรือเปล่าว่าลูกมีพรสวรรค์ในเรื่องนี้นะ” พอคำว่า “เรามีพรสวรรค์นะ” มันก้องอยู่ในจิตใต้สำนึก โดยที่มี “ความพยายามเป็นนิสัย” อนาคตนี่ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้วครับ เพราะเขาจะสามารถกำหนดเป้าหมายได้ด้วยตัวเขาเอง สามารถเรียนรู้ และฝึกฝนด้วยตนเองได้ ทุกครั้งที่เผลอไผลจนล้มเหลวบ้าง ก็จะบอกกับตัวเองได้ว่า “ที่พลาดไป เราไม่ได้พยายาม” และก็จะมีลูกฮึดกับมาพยายามใหม่ได้ ผมว่านี่เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนอยากจะเห็นจริงไหมครับ
.
รู้รึเปล่า “ลูกเป็นคนมีพรสวรรค์นะ”