เรื่องโรงเรียน ที่พ่อแม่ร่วมผลักดันได้

ถ้าผมเป็น ผอ. โรงเรียน (เรื่องโรงเรียน ที่พ่อแม่ร่วมผลักดันได้)

โดย ดร. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

content 4
ผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่ส่วนมาก จะทราบดีอยู่แล้วนะครับว่าค่าเฉลี่ยคะแนน O-NET ของเด็กไทยนั้นอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 50% ในเกือบทุก รายวิชา (ลองดูข่าวนี้ครับ http://bit.ly/LowONET) ซึ่งจริงๆ ปัญหาผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น นั้นไม่ได้เพิ่งจะเป็นปัญหานะครับ จริงๆ มันเป็นปัญหาที่สืบเนื่อง ที่แก้อย่างไร ก็ไม่เคยแก้ได้มานานแล้วนะครับ
.
เชื่อไหมครับว่า มาตรการในการเพิ่มคะแนน O-NET ของโรงเรียนส่วนใหญ่นั้นคืออะไร ส่วนใหญ่มักจะใช้การเก็งข้อสอบ และติวให้กับนักเรียนก่อนการสอบ O-NET ซึ่งไม่เคยได้ผลเลยครับ
.
มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่จะใช้การติวเพียงไม่กี่สัปดาห์ แก้ปัญหาการเรียนไม่รู้เรื่องของเด็กนักเรียนที่สั่งสมมาเป็นปีๆ
.
ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเป็นวิทยากรให้กับโรงเรียนในระดับประถมศึกษา หลายๆ โรงเรียน เกี่ยวกับ “แนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้” โดยผมพยายามที่จะเน้นการแก้ไขปัญหาในระดับประถมศึกษาก่อน เพราะผมเชือว่าหากเราสามารถทำให้เด็กประถมศึกษามีพื้นฐานความรู้ที่ดี ตลอดจนมีเจตคติ และวิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา จะดีขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
.
ในทุกๆ ครั้งที่ผมบรรยาย ผอ. โรงเรียนหลายๆ ท่าน มักจะมาพูดคุยกับผมว่า – – แนวคิดการปรับปรุงการเรียนการสอนของผมนั้นดีมาก แต่ติดที่หลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ. 2551 (http://bit.ly/curriculum51) – – ซึ่งผมขอเรียนชี้แจงว่า “นั่นไม่เป็นความจริงเลย” เพราะโดยเนื้อแท้ของหลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ. 2551 นั้นมีความยืดหยุ่นมาก ซึ่งมีโครงสร้างเวลาที่โรงเรียนสามารถจัดสรรเพิ่มเติม และเลือกวิธีการประเมินผลตามความเหมาะสมได้ ที่โรงเรียนส่วนใหญ่ชอบบอกว่าทำไมไ่ด้ ก็เพราะว่าโรงเรียนส่วนใหญไปยึดติดกับ “แผนการสอน และตัวชี้วัดตัวอย่างที่ได้รับมา” เท่านั้นเอง
.
ยิ่งเชื่อว่า การจัดการเรียนการสอนตามแผนการสอน และตัวชี้วัดตัวอย่าง ทำให้ผ่านการตรวจประเมินสถานศึกษาได้ง่าย โรงเรียนส่วนใหญ่ ยิ่งไม่มีแรงจูงใจที่จะพัฒนาแผนการสอน และวิธีการเรียนรู้ของตัวเองเลยครับ
.
เราไม่แปลกใจกันเลยหรือครับเนี่ยว่า – – โรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านการตรวจประเมิน จาก สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) แต่ทำไมทั้งๆ ที่ผ่านการประเมินมาตรฐาน แต่ค่าเฉลี่ยของคะแนน O-NET ถึงได้ต่ำขนาดเรียกได้ว่าสอบตกล่ะครับ – –
.
ผมจึงขออนุญาตโพสต์แนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอนของโรงเรียน ให้กับคุณพ่อคุณแม่ และคุณครูทุกๆ ท่านที่ติดตามเพจๆ นี้ เผื่อว่าถ้ามีโอกาสผลักดันแนวคิดนี้ให้กับโรงเรียนได้ ก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ ครับ
.
ผมคิดว่า == การแก้ปัญหาการเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด คือ การสร้างกลไก ที่ทำให้นักเรียนมี Focus ในการเรียน และมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ด้วยตนเอง == (ซึ่งไม่ใช่การติวก่อนสอบ O-NET แน่ๆ ครับ) ซึ่งผมขออนุญาต สรุปเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้
.
1) โรงเรียนควรจัดให้มีการสอบในวิชาหลักๆ ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ และสังคม เท่านั้นครับ เพื่อให้นักเรียนมี Focus ในการเรียนเพื่อเตรียมสอบในวิชาที่สำคัญ ส่วนวิชาอื่นๆ ผมคิดว่าโรงเรียนควรใช้วิธีการอื่นในการประเมินผลแทน เช่น การ Quiz ด้วยคำถามเปิด เพื่อให้นักเรียนได้เขียนตอบ การจัดทำ และนำเสนอรายงาน เป็นต้น โดยไม่จำเป็นต้องสอบกลางภาค หรือสอบปลายภาค
.
ผมเชื่อว่า การเรียน 8 สาระวิชา ไม่ใช่ปัญหาครับ แต่การประเมินผลด้วยการสอบทั้ง 8 วิชา (บางโรงเรียนมากกว่านั้นนะครับ ลูกเสือ ยังมีสอบ) นี่ผมคิดว่าเป็นภาระที่ไม่จำเป็นของนักเรียนเลยครับ ทำให้นักเรียเสีย Focus ในการเรียนเปล่าๆ จริงๆ หลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ. 2551 ไม่เคยกำหนดนะครับว่า “โรงเรียนจะต้องประเมินผลนักเรียน ด้วยการสอบ”
.
นอกจากนี้การ Quiz ด้วยคำถามเปิด เพื่อให้นักเรียนเขียนบรรยายเป็นคำตอบ หรือการให้นักเรียนทำรายงาน และนำเสนอ ยังเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะการสรุปใจความ และการนำเสนอด้วยนะครับ ซึ่งทักษะดังกล่านี้เป็น Working Skill ที่สำคัญมากๆ ไม่แพ้ทักษะด้านวิชาการเลยนะครับ
.
2) โรงเรียนควรจัดซื้อแบบฝึกหัดในวิชาที่ต้องการมุ่งเน้น เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย โดยจัดสรรคาบให้นักเรียนได้ฝึกทำ โดยมอบหมายให้มีคุณครูท่านใดท่านหนึ่ง คอยควบคุมการฝึกทำแบบฝึกหัดด้วยตัวเองของนักเรียน (อาจจะช่วยแนะนำ หากพบว่านักเรียนทำไม่ได้ หรือขาดความเข้าใจ เป็นต้น) นอกจากชั่วโมงการฝึกทำแบบฝึกหัดแล้ว โรงเรียนยังควรจัดสรรชั่วโมงเรียนในช่วงเย็นของทุกวัน เพื่อให้นักเรียนได้ทำการบ้านที่โรงเรียนให้แล้วเสร็จก่อนกลับบ้าน
.
เพราะผมเชื่อว่า “ทักษะ” จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อนักเรียนได้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ มีวินัย มีกำหนดการ หรือตารางเวลาที่ชัดเจน ตลอดจนต้องยอมรับอย่างหนึ่งนะครับว่า ด้วยสังคมของประเทศไทยในปัจจุบัน เด็กจะหาที่ที่มีสมาธิในการฝึกฝนทำแบบฝึกหัด หรือทำการบ้านได้ยากมากๆ ครับ นอกโรงเรียนก็เต็มไปด้วยร้านเกม กลับไปที่บ้าน ก็ต้องทำการบ้านหน้าทีวี การหาพื้นที่สงบๆ ภายในบ้านมันยากมากๆ นะครับ
.
3) ในวิชาบรรยาย ที่คุณครูอาจจะมีการ Quiz เป็นระยะๆ ตลอดการเรียนในภาคการศึกษา ผมเสนอให้คุณครูอนุญาตให้นักเรียนทำสรุปย่อ (อาจจะให้นักเรียนเขียนเป็น Mind Map ก็ได้) 1 หน้า A4 และนำเอาเข้าห้องสอบได้ ซึ่งการให้นักเรียนสรุปเป็นโน้ตย่อ เพื่อทำ Quiz นี้ เป็นกุศโลบายที่ดีมากๆ ที่จะทำให้นักเรียนอ่านหนังสือเตรียมสอบ และฝึกสรุปใจความสำคัญจากสิ่งที่อ่าน ซึ่งหากนักเรียนทำอย่างสม่ำเสมอแล้ว ทักษะการอ่านจับใจความ และการเข้าใจเชื่อมโยงในแต่ละบทที่ได้เรียนไป จะดีขึ้นมากๆ นอกจากนี้ยังช่วยให้นักเรียนสามารถจดจำประเด็นสำคัญที่เรียนไปได้อย่างแม่นยำขึ้นอีกด้วย
.
4) นักเรียนส่วนใหญ่เวลาสอบผ่านไปแล้ว ก็มักจะสนใจแค่ผลสอบของตนเองว่าสอบได้กี่คะแนน สมมติว่าเต็ม 20 คะแนน นักเรียนที่สอบได้ 17 คะแนน ก็จะดีใจ โดยที่ลืมไปว่า 3 คะแนนที่เสียไป นั้นเป็นข้อสอบข้อใด และถ้าหากไม่พยายามทำความเข้าใจในข้อที่ทำไม่ได้ และต้องเจอกับข้อสอบในแนวเดียวกันกับข้อนั้นอีก ก็จะทำไม่ได้อีกอยู่ร่ำไป เหมือนกับคนที่สะดุดก้อนหินก้อนเดิมล้มอยู่ทุกวัน
.
หากเรามองที่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการสอบ ว่ามันเป็นกระบวนการที่ทำให้นักเรียนประเมินตนเอง เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ของตนเองให้ดีขึ้น โรงเรียนควรจะต้องมีกลไก ที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาด โดยโรงเรียนอาจจะกำหนดให้นักเรียนสามารถแสดงวิธีทำ หรือเขียนอธิบายโดยละเอียดในข้อที่ทำไม่ได้ในการสอบกลางภาค หรือปลายภาค โดยจะได้รับคะแนนครึ่งหนึ่งของข้อนั้น เช่น สมมติว่าข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์มีทั้งสิ้น 20 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน นักเรียนที่สอบได้คะแนน 12 คะแนน หากแสดงวิธีทำใน 8 ข้อที่ทำไม่ได้ มาส่งคุณครู ก็จะได้คะแนนเพิ่มอีก = 8/2 = 4 คะแนน รวมเป็นคะแนน 16 คะแนน
.
สำหรับนักเรียนที่ได้ 16 คะแนน ก็จะเพิกเฉยไม่ได้ เพราะถ้าเพิกเฉยกับข้อที่ทำไม่ได้ สุดท้ายแล้ว ก็จะทำให้เพื่อนคนอื่นๆ ที่ได้คะแนน 13 – 15 คะแนนแซงตนเองขึ้นไป สุดท้ายนักเรียนที่ได้ 16 คะแนน ก็ต้องแสดงวิธีทำใน 4 ข้อที่ทำไม่ได้ โดยจะได้รับคะแนนเพิ่มเป็น 18 คะแนน ในเวลาต่อมา
.
กลไกการสอบแบบนี้ จะเหมาะมากๆ กับวิชาคณิตศาสตร์ และวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะจะทำให้นักเรียนทุกๆ คน ในท้ายที่สุดแล้วจะสามารถทำข้อสอบได้ในทุกๆ ข้อ ซึ่งนั่นเป็นผลดีต่อการเรียนรู้มากๆ ครับ
.
5) การให้คะแนนพิเศษ กับนักเรียนที่ช่วยสอนเพื่อนในคาบที่โรงเรียนจัดสรรให้นักเรียนทำดารบ้าน หรือฝึกในทำแบบฝึกหัด เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนที่มีผลการเรียนที่ดี เป็นกลไกในการพัฒนาผลการเรียนของเพื่อนักเรียนคนอื่นๆ
.
สำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนที่ดี ในทุกๆ ครั้งที่สอนเพื่อน หรือธิบายให้เพื่อนเข้าใจ ก็จะทำให้ตัวเองเข้าใจสิ่งที่เรียนได้ลึกซึ้งมากขึ้น สามารถยกตัวอย่างได้ดีขึ้น
.
สำหรับนักเรียนที่เรียนไม่เข้าใจ ก็จะได้รับการอธิบายเพิ่มเติม จากเพื่อนนักเรียนด้วยกันอย่างทันท่วงที ไม่ต้องเก็บสะสมความไม่เข้าใจไปเรื่อยๆ จนกระทบการเรียนในบทต่อๆ ไป นอกจากนี้ การอธิบายด้วยเพื่อนในวัยเดียวกันในบางครั้ง นักเรียนอาจจะเข้าใจได้มากกว่าการอธิบายโดยคุณครูก็ได้
.
นอกจากเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการเรียนแล้ว สิ่งที่จะได้รับจากมาตรการนี้ก็คือ ความสมัครสมานสามัคคีของนักเรียนด้วยกัน นักเรียนที่จะได้รับรางวัลเรียนดี ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเรียนที่สอบได้คะแนนสูงสุดเสมอไป แต่เป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนที่ดีเลิศ (โรงเรียนอาจจะกำหนดเกณฑ์ว่า คะแนนสอบต้องไม่ต่ำกว่า 90 คะแนนก็ได้) และเป็นนักเรียนที่มีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนคนอื่นๆ เวลาที่นักเรียนคนดังกล่าว ขึ้นไปรับเหรียญ หรือโล่รางวัล เพื่อนๆ นักเรียนก็จะพร้อมใจกันปรบมือ อย่างไม่ลังเลใจ
.
ผมเชื่อว่า ถ้าโรงเรียนลดการประเมินผลด้วยวิธีการสอบลง นักเรียนก็จะลดความเครียดลง และมีเวลาที่จะ Focus กับวิชาพื้นฐานที่สำคัญได้มากขึ้น และหากโรงเรียนจัดสรรเวลาในการฝึกฝน ทำแบบฝึกหัดให้กับนักเรียน โดยถือเป็นคาบเรียนปกติของนักเรียนเลย นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนแล้ว ยังเป็นการบ่มเพาะวินัยในการฝึกฝนด้วยตนเองให้กับนักเรียนอีกด้วย นอกจากนี้ ถ้าหากโรงเรียนสามารถผนวกกุศโลบายต่างๆ ที่ทำให้การสอบของโรงเรียน กลายเป็นกระบวนการที่มีความหมายตามที่ได้อธิบายไปในข้างต้น ก็จะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยที่ไม่เป็นภาระของครูแต่อย่างใด
.
ที่ผ่านมา มีโรงเรียนที่อาสาทำตามแนวคิดนี้ของผมอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งทุกๆ โรงเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนที่ดีขึ้น โดยที่โรงเรียนไม่ได้สิ้นเปลืองงบประมาณเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด (อาจจะต้องมีการจัดซื้อแบบฝึกหัดให้นักเรียนได้ฝึกทำตลอดภาคการศึกษา แต่ก็ไม่มากนัก) คุณครูก็ไม่รู้สึกเครียดที่ต้องมารับภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น
.
จริงๆ การปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน มันสามารถทำได้หลายวิธีครับ เพียงแต่ผมเชืาอว่าวิธีการของผม เป็นกุศโลบายง่ายๆ ที่โรงเรียนทำได้เอง โดยที่ไม่ต้องอาศัยงบประมาณเยอะแยะ และไม่ต้องรบกวนให้ครูต้องแบกรับภาระที่มากขึ้น จึงขออนุญาตโพสต์แนวคิดของผมให้กับคุณพ่อคุณแม่ และคุณครูทุกท่าน ได้ช่วยกันเผยแพร่ และผลักดันให้เกิดขึ้นตามแต่โอกาสที่มี และหากโรงเรียนใด ต้องการทราบแนวคิดของผมโดยละเอียด ก็สามารถติดต่อผมมาได้นะครับ ผมยินดีอธิบายเพิ่มเติม และแบ่งปันแนวคิดดังกล่าวนี้ ให้อย่างเต็มที่ครับผม
.
สำหรับผู้ปกครอง สำหรับมาตรการ 5 ข้อข้างต้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถผลักดันให้โรงเรียนขับเคลื่อนนโยบายตามมาตรการที่ผมเสนอไปได้ จริงๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถประยุกต์ใช้ส่วนตัวกับลูกได้นะครับ
.
1) ถ้าลูกของคุณพ่อคุณแม่ ต้องเรียนในโรงเรียนที่สอบกากบาทในหลายๆ วิชา แบบที่สุขศึกษาก็สอบ ดนตรีก็สอบ ลูกเสือก็ยังสอบ บางทีเราเปลี่ยนนโยบายโรงเรียนไม่ได้นะครับ พูดไปก็เหนื่อยเปล่า คือ พอเราแก้ที่โรงเรียนไม่ได้ เราก็มา Finetune เจตคติของลูกเราแทนครับ คือ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ย้ำกับลูกของเราว่า “Focus ในการเรียนคือวิชาอะไรบ้าง เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และวิทยาศาสตร์ ซึ่งวิชาเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่ และลูก อาจจะกำหนดเป้าหมายร่วมกัน สำหรับวิชาอื่นๆ ขอให้ลูกรับผิดชอบทำงานส่งครูให้ครบ รายงานกลุ่มช่วยเพื่อนเต็มที่ อย่าเอาเปรียบเพื่อน อ่านหนังสือเตรียมสอบบ้าง
.
2) เรื่องการฝึกฝนทำแบบฝึกหัด ในรายวิชาสำคัญ เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คุณพ่อคุณแม่สามารถพูดคุยกับลูก เพื่อกำหนดตารางการทำแบบฝึกหัดที่บ้าน ให้สม่ำเสมอ และมีวินัย ได้เองเลยนะครับ โดยคุณพ่อคุณแม่ อาจจะนั่งเป็นเพื่อน และคอยแนะนำหากเวลาที่ลูกทำไม่ได้ หรือไม่เข้าใจ
.
3) การเตรียมสอบ คุณพ่อคุณแม่ อาจจะสอนให้ลูกรู้จักการทำสรุปเป็นโน้ตย่อ หรือ Mind Map เพื่อเตรียมตัวสอบ แทนที่จะให้อ่านแค่เพียงอย่างเดียว
.
4) คุณพ่อคุณแม่ สามารถซักซ้อมกับลูกเวลาที่ลูกต้องสอบกลางภาค หรือปลายภาค ว่าหากข้อไหนที่ทำไม่ได้ ให้จำข้อสอบข้อนั้นออกมา เพื่อมาข้สนกันคิด ช่วยกันหาคำตอบที่ถูกต้อง หลังห้องสอบ คะแนนที่ได้ ไม่สำคัญเท่ากับการไม่ยอมเพิกเฉยกับข้อสอบข้อที่ทำไม่ได้
.
5) การปลูกฝังให้ลูกอย่าหวงความรู้กับเพื่อนๆ พยายามสอนให้ลูกเข้าใจว่า – – ยิ่งเราสอนเพื่อนมากเท่าไหร่ หรือหารือถกเถียงเกี่ยวกับบทเรียนกับเพื่อน ๆ มากเท่าไหร่ ยิ่งจะช่วยทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้น – –

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>

===============================
SE-ED Learning Center
เรียนกับซีเอ็ด เก่งพูดอังกฤษ เก่งคณิตอย่างเข้าใจ

สนใจหนังสือแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ FAN Math <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ ACTive English <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ New Connection <คลิ้ก>
สนใจหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ Creative and Critical Thinking Skills <คลิ้ก>

Tel. 08-1832-2299, 0-2739-8888