เกม สิ่งเลวร้ายต่อการเรียนของลูก จริงหรือ?

เกม สิ่งเลวร้ายต่อการเรียนของลูก จริงหรือ?

โดย ดร. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
.
คุณพ่อคุณแม่หลายท่าน มักจะเพ่งเล็ง และฟันธงไป 100% ว่า “เกม” ไม่ว่าจะเป็นเกมคอมพิวเตอร์ วิดีโอเกม หรือเกมบนมือถือ นั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลการเรียนของลูกแย่ลง จนกระทั่งหลายๆ ครอบครัว มักจะตัดสินใจห้ามไม่ให้ลูกแตะต้องเกม ไม่ยอมให้ลูกเสพสื่อใดๆ บนโทรศัพท์มือถือเลย หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ – มองเกมเป็น “สีดำ” ไปเลยน่ะครับ –
.

content 5
ผมไม่ปฏิเสธหรอกนะครับว่า การเล่นเกมนั้นมีผลเสียต่อเด็ก แต่ผมอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มองให้รอบ และหารากของปัญหาที่สำคัญมากกว่า “สิ่งที่เราเห็น จากการเล่นเกม หรือติดเกมของลูก” น่ะครับ
.
ในอดีต ก่อนที่จะมี Smartphone อย่างในทุกวันนี้ เรามักโทษอะไรต่อมิอะไร ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาการเรียนของลูกเรื่อยมา ตั้งแต่โทษไปที่จักยาน BMX ที่บางครอบครัวเชื่อว่า ถ้าซื้อให้ลูกแล้ว ลูกจะไปปั่นจักรยานเล่นกับเพื่อนจนมืดค่ำ และไม่ยอมอ่านหนังสือ ไม่ยอมทำการบ้าน ยุคต่อมาเราก็โทษไปที่โทรทัศน์ เพ่งเล็งว่าการดูโทรทัศน์ของเด็ก นี่ล่ะที่เป็นต้นเหตุทำให้การเรียนของลูกมีปัญหา ยุคต่อมาก็โทษไปที่วิดีโอเกมแฟมมิคอม แล้วก็โทษเกมในรูปแบบต่อๆ มา จนกระทั่งปัจจุบันเราชี้เป้าไปที่จำเลยที่มันมีชื่อว่า Smartphone ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับว่า ในอนาคตอะไรที่จะตกเป็นจำเลยได้อีก
.
ผมยอมรับว่าการเล่นเกมนั้นมีผลต่อสายตาของเด็กๆ และก็ยอมรับอีกเช่นเดียวกันว่า เกมประเภทรุนแรง นั้นส่งผลเชิงลบต่อพฤติกรรมของเด็ก แต่สำหรับเกมประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Educational Game นั้นไม่ได้มีผลเสียต่อการเรียนของเด็กเลย หรือถ้าจะมีผลก็มีผลน้อยมากๆ (อาทิ https://is.gd/omusirhttps://is.gd/ijoliphttps://is.gd/qasiha)
.
แต่ถ้าจะให้ Focus ไปที่ผลกระทบต่อผลการเรียนของเด็กจริงๆ ต่อให้เป็นเกมเพื่อความบันเทิงอย่างเดียวจริงๆ ก็เถอะ สิ่งที่ส่งผลเสียต่อการเรียนของเด็กๆ นั้นไม่ใช่ “การเล่นเกม” แต่เป็น “การเล่นเกมที่มากเกินไป อย่างไร้วินัย” ต่างหาก
.
หากเราย้อนกลับไปที่ Executive Function (EF) https://is.gd/onihut ซึ่งเป็นความสามารถของสมอง (สมองส่วนหน้า) ในการบริหารจัดการชีวิต (EF เป็นประเด็นสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง) นั้นมีอยู่ 2 ด้านที่เกี่ยวข้องกับการเล่นเกม ที่ส่งผลเสียต่อการเรียนของเด็ก นั่นก็คือ
1. Inhibitory Control ซึ่งก็คือ การสอนให้เด็กรู้จักยับยั้งชั่งใจ สามารถหยุดยั้งความอยากของตนเองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้
.
2. Planning & Organizing ซึ่งก็คือ การรู้จักตั้งเป้าหมาย วางแผนการ กำหนดสิ่งที่ตนเองต้องทำ โดยมีการจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ตนเองสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตนเองตั้งใจเอาไว้ให้ได้
.
3. Self-Monitoring คือ การรู้จักประเมินตัวเอง ฉุกคิดกับพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อขับดันการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น
.
โดยส่วนตัว ผมไม่ได้มองว่า “เกม” เป็นสิ่งเลวร้ายโดยสมบูรณ์ครับ แต่ผมมองว่ามันเป็น Entertainment (บางทีก็เป็น Edutainment ด้วยซ้ำ) ของเด็กในยุคนี้ เด็กในยุคนี้เขาเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีต่างๆ ที่มัน Operate บน Smartphone ครับ การจะห้ามไม่ให้เขาไปข้องเกี่ยวกับเกม หรือไม่ให้จับต้อง Smartphone เลย ผมมองว่ามันเป็นอะไรที่ฝืนธรรมชาติของเด็กที่เกิดในยุคนี้ครับ คือ จะช้าจะเร็ว เขาก็ต้องอยู่กับ Smartphone การปล่อยให้เด็กไม่ได้มีภูมิคุ้มกันกับ Smartphone เลย ผมกลับกังวลมากกว่านะครับว่า เมื่อวันที่เขามีอิสระมากขึ้น และต้องใช้ชีวิตอยู่กับ Smartphone เขาจะมีความยับยั้งชั่งใจได้อย่างไร
.
ตามที่ผมได้เกริ่นไปบ้างแล้วว่า – ผมเชื่อว่าปัญหาการเรียนของเด็ก นั้นมาจาก “การไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ” – คือ ต่อให้เด็กเล่นของเล่นไม้ เล่นแป้งโดว์ หรือของเล่นเสริมพัฒนาการต่างๆ ก็ตาม หากเด็กเล่นโดยไม่เป็นกิจลักษณะ เช่น เวลาจะรับประทานข้าว เด็กก็ยังจะปั้นแป้งโดว์ไม่ยอมเลิก พอคุณแม่จะหยิบแป้งโดว์ออก ก็ร้องไห้ร้องห่มจะปั้นให้ได้ หรือแม้แต่เด็กเล็กๆ ที่คุณแม่ต้องคอยเดินไป ป้อนข้าวไป นั่นก็เป็นปัญหาในเรื่องกิจจะลักษณะ
.
ผมคิดว่า การเล่นไม่ว่าจะเล่นอะไรก็ตาม หรือแม้แต่การทำอะไรตามใจชอบโดยไม่รู้จักพอ ไม่มีกติกา อยากเล่นต้องได้เล่น อยากเล่นนานแค่ไหน ก็ต้องได้เล่นนานแค่นั้น โดยที่เด็กไม่ต้องสนใจหน้าที่ ไม่สนใจกติกาที่ตกลงร่วมกันกับคุณพ่อคุณแม่ นี่ล่ะครับคือตัวปัญหา
.
จากข้อแนะนำของ American Academy of Pediatrics (https://is.gd/aroler) เด็กในวัย 2 – 5 ขวบนั้นสามารถดูสื่อบนหน้าจอ โดยคุณพ่อคุณแม่ดูด้วย ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ ควรจะฝึกลูกก็คือ
1) การกำหนดกติกาให้ชัดเจนว่า เวลาไหนที่เล่นเกมได้ ดูสื่อบนมือถือได้ เวลาไหนที่ตกลงกันไว้แล้วว่าห้ามดู ไม่ใช่ว่าถ้าอยากดู ก็ต้องได้ดู อยากเล่น ก็ต้องได้เล่น สำหรับเด็กที่อยู่ในวัยเรียนแล้ว
2) การจะเล่นเกม หรือดูสื่อบน Smartphone ควรจะต้องมีกติกาว่า สามารถดูได้นานแค่ไหน หรือดูได้กี่ตอน ไม่ใช่การปล่อยให้ลูกอยากดูนานแค่ไหนก็ได้ดู อยากเล่นนาน แค่ไหนก็ได้เล่น
.
เด็กทุกๆ คนล่ะครับ พออยากจะดู พออยากจะเล่น กติกาอะไร ก็ตอบตกลงหมดล่ะครับ แต่พอดูจนครบเวลาที่กำหนดแล้ว เด็กหลายๆ คนมักจะอิดออดอยากจะดูต่อ หรือเล่นต่อ ผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็ง และกล้าบังคับใช้กติกาครับ แต่ไม่ต้องรุนแรงขนาดที่ว่าต้องกระชากเอา Smartphone ออกจากมือลูก หรือต้องถึงกับด่าทอต่อว่าหรอกนะครับ แค่ไม่ยอมให้ลูกทำตามอำเภอใจ และอธิบายถึงเหตุผล ทานซ้ำถึงกติกาที่ตกลงกัน จากนั้นก็แค่หยุดนิ่ง มองหน้าลูก ให้เวลากับลูกสักนิด เพื่อให้ลูก Turn Off และส่ง Smartphone คืนกลับมาด้วยตัวของเขาเอง (หากทำอย่างนี้ได้ แสดงว่าคุณพ่อคุณแม่ประสบความสำเร็จในเฟสแรกแล้วครับ)
.
การที่จะอนุโลมให้เด็กได้เล่นเกม หรือได้ดูสื่อบน Smartphone นานขึ้นกว่ากติกา ก็พอจะทำได้ครับ แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อลูกมีพฤติกรรมอันพึงประสงค์ เช่น ทำการบ้านเสร็จเร็ว หรือ อ่านทบทวนบทเรียน และทำ Short Note ได้เรียบร้อย หรือทำแบบฝึกหัดที่กำหนดกันไว้เสร็จเร็ว และถูกต้องครบถ้วน ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่อาจจะให้รางวัลกับลูก ด้วยการให้ลูกทำในสิ่งที่เขาชอบนานกว่าปกติสักหน่อยก็ได้ครับ (ผมมักใช้ “สิ่งที่เขาชอบทำ” เป็นรางวัลสำหรับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ดี มากกว่าการให้ “รางวัลที่เป็นสิ่งของ หรือเงินทอง” น่ะครับ) แต่ก็ต้องมีลิมิตเหมือนเดิม เช่น คุณแม่อาจจะยอมให้ลูกดูการ์ตูนเพิ่มอีก 1 ตอน หรือเพิ่มอีกครึ่งชั่วโมง ก็ได้ครับ (ตามที่คุณพ่อคุณแม่ และลูกตกลงร่วมกัน) แต่ต้องเพิ่มแค่ตามที่ได้ตกลงกันไว้เท่านั้นครับ ไม่ใช่เพิ่มขึ้นเท่าใดก็ได้ ตามใจชอบ
.
คือ ผมเชื่อว่า “ความยืดหยุ่น” นั้นมีได้ครับ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ตกลงร่วมกันครับ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกสามารถทำได้ตามกติกา เช่น เอา Smartphone มาคืนคุณแม่ โดยที่คุณแม่ไม่ต้องทวงถาม นี่แสดงว่าเขามีความยับยั้งชั่งใจ แล้วครับ และยิ่งถ้าเขารู้ตนเองว่า เวลานี้ควรต้องอ่านหนังสือ เวลานี้ควรต้องทำแบบฝึกหัด ไม่ใช่เวลาที่จะมาเล่นมือถือ และรู้ว่าเขาจะเล่นเกม หรือดูการ์ตูนในมือถือได้เมื่อไหร่ นี่ก็แสดงว่าเขาสามารถที่จะวางแผน และจัดสรรเวลาด้วยตัวเองเป็นแล้วครับ
.
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายๆ คนที่ผมรู้จัก ต่างก็เคยเล่นเกม เล่นคอมพิวเตอร์มาทั้งนั้นครับ แต่เขาเหล่านั้นมีอุปนิสัยร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือ เขารู้ครับว่าเวลาไหนที่ควรเล่น เวลาไหนที่ควรเรียน และเวลาที่เล่น เล่นได้แค่ไหน รู้ และบอกตัวเองได้ว่า “เฮ้ย! เราควรจะเลิกได้แล้ว” “อ้าว! นี่มันเป็นเวลาที่เราต้องอ่านหนังสือแล้วนะ”
.
ที่สำคัญที่สุด ผมคิดว่าคนทุกคนในโลก ล้วนต้องมีช่วงเวลาที่เผลอไผล ติดเล่น ติดสุข จนเกินพอดีกันทั้งนั้นล่ะครับ แต่ถ้าในวัยเด็ก คุณพ่อคุณแม่ได้พูดคุยกับลูก ใลให้ลูกได้สะท้อนตัวเอง ให้เขาได้ฉุกคิด และรับรู้ว่าตัวเขาในตอนนี้ นี่เล่นมากเกินไปแล้วนะ และสมัครใจที่จะปรับปรุงตัวเอง เช่น ลดเวลาเล่นเกมลง ลดการดูการ์ตูนผ่าน Youtube ลง ฯลฯ โดยที่คุณพ่อคุณแม่ ไม่ต้องออกคำสั่งห้ามเลแบบเด็ดขาด โดยที่เขาต้องเลิกเล่น หรือลดเวลาเล่นลงโดยไม่สมัครใจ เมื่อเขาเติบโตขึ้นมา เขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ ที่มี Self-Monitoring Skill ที่เป็นเหมือนเสียงในใจที่คอยบอกให้ตัวเองฉุกคิด และประเมินตนเอง เป็นระยะๆ และมีความกล้าหาญที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตนเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาบอก มาเตือน เพื่อให้ทุกๆ ครั้ง ที่เขาทำอะไรเกินพอดี ออกนอกลู่นอกทาง เขาจะสามารถดึงตนเอง ให้กลับมาในเส้นทางที่ควรจะเป็นได้ ผมว่า Self-Monitoring Skill เป็นทักษะ ที่สำคัญมากๆ ครับ เพราะเป็นทักษะที่ทำให้เราสามารถลุกขึ้นมาจากความผิดพลาดได้
.
ทุกคนในโลก ล้วนเคยผิดพลาดกันทั้งนั้นล่ะครับ คนที่ประสบความสำเร็จ ก็เคยล้มเหลวมาก่อน เพียงแต่เขาสามารถฉุกคิด และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ทัน โเยไม่ปล่อยให้ตัวเองถลำลึกลงไปเรื่อยๆ ก็เท่านั้นเองครับ
.
ผมเชื่อว่า หากคุณพ่อคุณแม่สามารถปลูกฝังให้ลูกมีความยับยั้งชั่งใจได้ รู้จักการมองไปที่เป้าหมาย รู้จักวางแผน รู้จักจัดสรรเวลา ต่อให้ในอนาคตเขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเร้าอื่นๆ ที่อาจจะไม่ใช่ Smartphone หรือเกม เขาก็จะอยูร่วมกับสิ่งเหล่านั้นได้ โดยที่เขายังคงเป็นคนที่มีประสิทธิภาพอยู่ได้ครับ

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>

===============================
SE-ED Learning Center
เรียนกับซีเอ็ด เก่งพูดอังกฤษ เก่งคณิตอย่างเข้าใจ

สนใจหนังสือแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ FAN Math <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ ACTive English <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ New Connection <คลิ้ก>
สนใจหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ Creative and Critical Thinking Skills <คลิ้ก>

Tel. 08-1832-2299, 0-2739-8888
Website: www.se-edlearning.com