“ไม่ต้องสนใจเรื่องเรียนมากนักก็ได้” เป็นคำที่โอเคจริงๆ กับลูกหรือ?

“ไม่ต้องสนใจเรื่องเรียนมากนักก็ได้” เป็นคำที่โอเคจริงๆ กับลูกหรือ?

โดย ดร.วิโรจนฺ ลักขณาอดิศร


พ่อแม่บางท่าน ชอบพูดกับลูกว่า “ไม่ต้องสนใจเรื่องเรียนมากนักก็ได้” บทความจากท่าน ดร.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้ SE-ED Learning Center เป็นบทความดีๆ อีกบทหนึ่งที่จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้แง่คิดใหม่ๆ ในเรื่องของการดูแลเอาใจใส่ลูกด้านการเรียนมากขึ้น ลองมาอ่านไปพร้อมๆ กันนะคะ

slc 032

ผมได้มีโอกาสสังเกตการณ์การพูดคุยกันระหว่างคุณพ่อคุณแม่ ตลอดจนการพูดคุยระหว่างคุณพ่อคุณแม่ และลูก อยู่ในหลายๆ กรณี ผมพบว่าคุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อย มักจะพูดกันเองโดยให้ลูกได้ยิน หรือพูดกับลูกประมาณว่า “ไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องเรียนมากก็ได้ลูก ไม่ต้องเครียดมาก เป็นเด็กดี และสนุกกับการเรียนก็พอ”
.
หรือในทุกๆ ครั้งที่ผลการเรียนของลูกออกมาไม่ดีนัก คุณพ่อคุณแม่บางท่านก็มักจะพูดกับลูกว่า “ไม่เป็นไรหรอกลูก แม่ไม่ได้เน้นให้ลูกเรียนมาก ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น ไม่ต้องไปใส่ใจมาก”
.
ผมค่อนข้างมีความเห็นที่ไม่ค่อยสนับสนุนการพูดคุยกับลูกในทำนองนี้ครับ เพราะว่าหนึ่งในหน้าที่ที่สำคัญของเด็ก ก็คือ “การเรียน” หากคุณพ่อคุณแม่บอกกับลูกให้ไม่ต้องสนใจการเรียนก็ได้ การพูดในลักษณะนี้เท่ากับเป็นการบอกกับลูกว่า “ลูกไม่จำเป็นต้องสนใจหน้าที่ของลูกก็ได้”
.
ซึ่งในความเห็นโดยส่วนตัวของผม “การมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่” นั้นเป็นอุปนิสัยที่สำคัญมากๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้กับลูก เด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพไม่ได้หรอกนะครับ ถ้าหากไม่มี “ความรับผิดชอบในหน้าที่”
.
ทุกๆ ครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองทำหน้าที่ของตนเองสักอย่างได้ไม่ดีนัก ก็พร้อมที่จะละทิ้งความรับผิดชอบในหน้าที่นั้นไปโดยทันที อุปนิสัยแบบนี้ ไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพใดๆ ได้เลยนะครับ
.
แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด คิดว่าผมสนับสนุนให้คุณพ่อคุณพ่อคุณแม่คาดคั้น เอาเป็นเอาตายกับลูกในเรื่องการเรียนของลูกนะครับ เชื่อไหมครับว่า ปัจจุบันผมแปลกใจมากๆ ที่การพูดถึง และใส่ใจในเรื่องการเรียนของลูก ถูกมองว่า “เป็นการทำร้ายลูก” ไปเสียทั้งหมด ผมอยากจะบอกให้กับคุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่า “การใส่ใจในการเรียนของลูก” ไม่ได้หมายถึง การส่งลูกไปเรียนพิเศษ แบบเรียนทั้งวี่ทั้งวันจนไม่มีเวลาเล่น หรือติวๆ จนลูกหัวโตจนไม่ได้ไปทำอะไรอย่างอื่นนะครับ สิ่งที่ตรงข้ามกับสีขาว ไม่ใช่สีดำนะครับ แต่เป็นสีอื่นๆ ที่ไม่ใช่สีขาว ดังนั้นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ “การไม่ใส่ใจกับการเรียนของลูก” ไม่จำเป็นต้องเป็น “การเคร่งเครียดกับการเรียนของลูก” นะครับ
.
ผมคิดว่า การที่พ่อแม่ใส่ใจกับการเรียนของลูก นั้นมีความเกียวพันกับ Executive Function (EF) ซึ่งเป็นทักษะสมองเพื่อความสำเร็จที่พ่อแม่ควรปลูกฝังให้กับลูกอยู่ 4 ด้าน (อ่านเรื่อง EF เพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2ExecutiveFunction) นั่นก็คือ
1) Planning and Organizing คือ การรู้จักกำหนดเป้าหมาย แตกเป้าหมายให้กลายเป็นมาตรการต่างๆ ที่ตนเองต้องกระทำ จัดสรรเวลา และวางกำหนดการต่างๆ ให้มีความเหมาะสม
2) Goal – Directed Persistence หรือการมีความพากเพียร เพื่อให้ตนเองเข้าใกล้ หรือบรรลุเป้าหมาย โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
3) Inhibitory Control คือ การรู้จักยับยั้งชั่งใจ รู้ว่าในขณะนี้ หน้าที่ที่ตนเองต้องรับผิดชอบคืออะไร พร้อมที่จะบอกตัวเองให้ผละออกจากสิ่งที่ตนเองปรารถนา ให้กลับมาทำหน้าที่ของตน
4) Self – Monitoring คือ การรู้จักประเมินตนเอง และนำเอาข้อบกพร่องต่างๆ มาวางแผนหาทางปรับปรุง เพื่อให้ตนเองมีผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายให้ดียิ่งขึ้น
.
จริงๆ มีงานวิจัยอยู่หลายชิ้นเลยนะครับ ที่ระบุว่า “การใส่ใจของคุณพ่อคุณแม่ ในเรื่องเรียนของลูก นั้นส่งผลดีมากๆ ต่อผลการเรียของลูกที่โรงเรียน และมีผลต่อความมุ่งมั่นในการเรียนของลูกเมื่อลูกเติบโตขึ้นมาสู่ช่วงวัยรุ่นด้วย” (http://bit.ly/2ParentInvolvement และ http://bit.ly/2ParentingImportant)
.
ผมคิดว่าบทบาที่พ่อแม่ควรจะใส่ใจกับการเรียนของลูก นั้นมีอยู่เพียง 4 ข้อ เท่านั้น นั่นก็คือ
1) การร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการเรียนกับลูก ผมไม่มีปัญหานะครับกับการที่ลูกจะวางเป้าหมายให้มีผลการเรียนในบางวิชาเอาแค่ “ปานกลาง” ก็พอ เพื่อให้มีเวลามา Focus กับบางวิชาที่มีความสำคัญ การได้ C ในวิชาที่ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะ Save เกรด 2 (หรือเกรด 3 ในบางโรงเรียนที่เกรดเฟ้อ) เพื่อไปมุ่งมั่นทำเกรด 4 ในวิชาที่ตั้งใจมากๆ ผมยอมรับได้นะครับ ไม่มีปัญหาเลย ถือว่าเป็นการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ด้วยซ้ำ การได้เกรด 2 หากเป็นไปตามแผนการ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ครับ แต่ไม่ใช่ว่าเรียนไปเรื่อยๆ ไม่เคยทบทวนบทเรียน ไม่เคยใส่ใจแล้วได้เกรด 2 มา ในกรณีนี้ ผมคิดว่าเป็นอุปนิสัยที่ไม่ควรปลูกฝังให้กับลูกครับ
.
2) การจัดตารางเวลา ในการทบทวนบทเรียน เขียนสรุปในสิ่งที่เรียน และทำแบบฝึกหัดในวิชาสำคัญ อย่างสม่ำเสมอ มีกำหนดการที่ชัดเจน มีวินัยต่อกำหนดการนั้น
.
3) การพูดคุยกับลูกในบทเรียนที่ลูกเรียนที่โรงเรียน เพื่อสอบถามว่ามีเนื้อหาส่วนไหนที่ลูกไม่เข้าใจ หรือเข้าใจไม่ถ่องแท้หรือไม่ เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่ จะได้ช่วยอธิบายเพิ่มเติม
.
4) การพูดคุยถึงสารทุกข์ สุกดิบ และชีวิตที่โรงเรียนของลูก เพื่อนๆ คุณครู เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่ จะได้ช่วยปลูกฝังแนวทางในการปรับตัวให้ลูกรู้จักมองเพื่อนๆ และคุณครูในเชิงบวก เข้าใจว่าคนเรานั้นชอบไม่เหมือนกัน และการคิดต่างกัน ก็เป็นเรื่องปกติ
.
สำหรับการส่งลูกไปติว หรือไปเรียนพิเศษ ผมไม่ได้คัดค้านแบบหัวชนฝานะครับ แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนว่าต้องทำแบบนั้น โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า “การฝึกทำแบบฝึกหัดด้วยตัวเอง อย่างสม่ำเสมอ โดยที่คุณพ่อคุณแม่คอยจัดหาแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับศักยภาพของลูก” นั้นมีความสำคัญมากกว่าการส่งลูกไปเรียนพิเศษ หรือไปติวนะครับ
.
สำหรับความคิดเห็นของผม ผมจะใส่ใจกับการบริหารเวลาของเด็กเป็นอย่างมาก ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการต้องเสียเวลาเดินทางนานมากๆ เพื่อส่งลูกไปติวกับโรงเรียนกวดวิชาที่มีชื่อเสียง ในทำนองเดียวกัน ผมก็ไม่เชื่อว่าการส่งลูกไปเรียนพิเศษแบบทั้งวี่ทั้งวัน เรียนทุกวันทั้งวันเสาร์ และวันอาทิตย์ จะทำให้ลูกเก่งขึ้นแบบยั่งยืน เพราะการไปเรียนพิเศษ คือ การพึ่งพาคนอื่น แต่ในขณะที่ลูกได้ฝึกทำแบบฝึกหัดด้วยตัวเอง นั้นเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักพึ่งพาตนเอง เวลาเจออะไรที่ไม่เข้าใจ ก็จะพยายามคิดด้วยตนเองก่อน ยิ่งถ้าต้องเสียเวลาเดินทางมากๆ เด็กยิ่งเหนื่อย
.
ผมกลับคิดว่า “การเรียนพิเศษ หรือกวดวิชา” นั้นเหมาะกับเด็กที่เรียนเข้าใจ และมีผลการเรียนที่ดีในระดับหนึ่งแล้ว แต่ต้องการที่จะเปิดมุมมองใหม่ๆ จากที่อื่นให้กับตัวเอง แต่สำหรับเด็กที่มีปัญหาการเรียน ผมกลับคิดว่า การฝึกฝนที่บ้าน โดยมีคุณพ่อคุณแม่ หรือพี่ๆ ช่วยอธิบาย (หรือการไปเรียนกับคุณครูแบบใกล้ชิด ในสถานที่ ที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมากนัก ก็พออนุโลม) จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
.
สุดท้าย ผมขอย้ำนะครับว่า “เรื่องเรียนของลูก คือ หน้าที่ของลูก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องปลูกฝังให้ลูกใส่ใจ และมีความรับผิดชอบ” การใส่ใจ และการมีความรับผิดชอบ ไม่ได้หมายความว่า คุณพ่อคุณแม่ต้องคาดคั้นเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ผลการเรียนดีเลิศให้ได้ เอาชนะคนอื่นๆ ให้ได้ ผมคิดว่า “คะแนน หรือผลการสอบ” เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา ในฐานะที่เป็นตัวสะท้อนว่าสิ่งที่ลูกตั้งใจ และวางแผนเอาไว้แต่แรก นั้นเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้หรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ การมีวินัย และความรับผิดชอบ ในการทบทวนบทเรียน และการฝึกฝน ตามตารางเวลาที่ตนเองได้กำหนดขึ้น ต่างหาก

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>

===============================
SE-ED Learning Center
เรียนกับซีเอ็ด เก่งพูดอังกฤษ เก่งคณิตอย่างเข้าใจ

สนใจหนังสือแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ FAN Math <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ ACTive English <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ New Connection <คลิ้ก>
สนใจหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ Creative and Critical Thinking Skills <คลิ้ก>

Tel. 08-1832-2299, 09-1889-9492
Website: www.se-edlearning.com