ให้ลูกเข้าโรงเรียนตั้งแต่อายุน้อยๆ จะดีหรือเปล่านะ ???

ให้ลูกเข้าโรงเรียนตั้งแต่อายุน้อยๆ จะดีหรือเปล่านะ

โดย ดร. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

มีคุณพ่อคุณแม่หลายท่าน คอยสอบถามผมเกี่ยวกับการตัดสินใจส่งลูกไปโรงเรียน ว่าควรจะส่งลูกไปโรงเรียนเมื่ออายุเท่าไหร่ดี ในประเด็นคำถามนี้ ถ้าจะให้ตอบ จะต้องพิจารณาองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ อายุที่ควรจะให้ลูกเข้าโรงเรียน กับโรงเรียนประเภทไหนที่ควรจะให้ลูกเข้าเรียน

EducationFacet1
.
มีงานวิจัยยืนยันอยู่มากมายนะครับว่า การให้ลูกเตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียน (Preschool) หรือการเข้าเรียนในระดับอนุบาล นั้นส่งผลต่อผลการเรียนของเด็กอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญมันมีผลสะสมด้วยสิครับเนี่ย อย่างงานวิจัยของ Oxford University (http://bit.ly/PreschoolBenefitและ http://bit.ly/PreschoolAdvantage) ที่วิจัยกับเด็กมากถึง 3,000 คน เด็กที่ได้เรียนในระดับอนุบาล นั้นมีผลการเรียนที่ดีกว่า ไม่ใช่แค่ในระดับประถมศึกษานะครับ แต่ผลการเรียนที่ดี นั้นสะสมต่อเนื่องไปจนถึงระดับมัธยมปลาย (A-Level) เลยทีเดียว โดยงานวิจัยพบว่า นักเรียนที่มีประวัติการเรียนในระดับอนุบาลมาก่อน จะมีผลสอบ A-Level เกือบๆ จะเป็น 2 เท่าของนักเรียนที่ไม่ได้เรียนในระดับอนุบาลเชียวนะครับ
.
บางคนอาจจะสงสัยว่าว่า ที่ผลการเรียนดี นั้นจะเป็นผลมาจากการเรียนในระดับอนุบาลจริงๆ หรือ มันอาจจะมาจากพื้นฐาน และฐานะของครอบครัวของเด็กหรือเปล่า งานวิจัยชิ้นนี้ของ Oxford University ระบุชัดเจนเลยครับว่า ต่อให้เป็นเด็กที่มีพื้นฐานครอบครัวที่ยากจน การเตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียนในระดับอนุบาล ก็ยังคงส่งผลเชิงบวกต่อผลการเรียนในระดับมัธยมปลายครับ ดังนั้นจึงพอจะมั่นใจได้ครับว่า “การเตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียน ในระดับอนุบาล นั้นส่งผลดีสะสมต่อการเรียนรู้ของเด็กแน่ๆ ครับ”
.
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณพ่อคุณแม่จะต้องส่งลูกเข้าเรียนในระดับอนุบาลให้เร็วที่สุดนะครับ ยิ่งเข้าเรียนในระดับอนุบาลเร็ว กลับส่งผลเสียครับ (http://bit.ly/KinderTooYoung และ http://bit.ly/KinderTooEarly และ http://bit.ly/2YoungKinder) มีงานวิจัยจาก Standford University รายงานว่า การเข้าโรงเรียนอนุบาลช้าลงสัก 1 ปี (ถ้าในบริบทประเทศไทย ก็คือ การไม่ให้ลูกเข้าเรียนอนุบาล 1 ก่อนเกณฑ์ครับ) เด็กจะมีความสามารถในการควบคุมตนเอง และยับยั้งชั่งใจได้ดีมากๆ ซึ่งการควบคุมตนเอง (Self Regulation) และการรู้จักยับยั้งชั่งใจ (Inhibition) นั้นมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของเด็กเป็นอย่างมากครับ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า การเข้าเรียนอนุบาลช้าลง 1 ปี ยังช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคสมาธิสั้น หรือการไม่มีสมาธิต่อการเรียนของเด็กได้อีกด้วยนะครับ ซึ่งผลเชิงบวกต่อสมาธิในการเรียนรู้นี้ยังส่งผลในระยะยาวอีกด้วยครับ
.
การเร่งให้ลูกเข้าเรียนอนุบาลก่อนเกณฑ์ พอจะสรุปได้ว่า *** ไม่เป็นผลดีต่อสมาธิของเด็กเลยครับ ***
.
ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่พยายามที่จะทำ Red Shirting หรือการยืดระยะเวลาการเข้าเรียนของลูกออกไปอีกสัก 1 ปี คือ การเข้าเรียนก่อนเกณฑ์นี้ไม่ส่งผลดีอยู่แล้วนะครับ อันนี้จบไป แต่ Red Shirting ที่อเมริกา นี่ประมาณว่า หากว่าลูกมีอายุผ่านเกณฑ์แบบปริ่มๆ หากเข้าเรียนแล้ว ลูกจะอยู่ในกลุ่มของเด็กที่มีอายุน้อยที่สุดในชั้นเรียน เขาจะยอมให้ลูกเรียนช้า 1 ปีครับ เพื่อให้ลูกของเขาเป็นเด็กที่อยู่ในกลุ่มโตที่สุดของชั้นเรียน
.
ถ้าจะสอบถามว่าอายุเท่าไหร่ถึงควรจะเข้าเรียนอนุบาลดี เท่าที่ผมอ่านทานบทความทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง (http://bit.ly/Age2School) ผมคิดว่าเด็กควรเข้าเรียนชั้นอนุบาล 1 เมื่อเขามีอายุไม่ต่ำกว่า 4 ขวบครับ (ถ้าไม่ถึง 4 ขวบ ผมไม่แนะนำเลยครับ) สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถตอบตัวเองได้ว่า ลูกของเราพร้อมที่จะเข้าเรียนในระดับอนุบาลหรือยัง ไม่ใช่ในเรื่องที่เขานับเลขเป็นหรือเปล่า เขียน A-Z เป็นหรือยัง (คุณพ่อคุณแม่หลายท่าน และ Nursery หลายแห่ง มักจะสอนเรื่องทางวิชาการเหล่านี้กับลูกตั้งแต่ยังไม่เข้าอนุบาลนะครับ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ใช้ตัดสินว่าลูกพร้อมเรียนในระดับอนุบาลหรือยัง) แต่เป็นในเรื่องของ “สมาธิ” และ “ความตั้งใจจดจ่อ” คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตลูกเวลาที่เขานั่งฟังนิทาน นั่งเล่นของเล่น เขาสามารถอยู่กับตัวเองอย่างมีสมาธิได้นานระดับหนึ่งหรือยัง ถ้าสมาธิยังไม่ค่อยมี นั่นแสดงว่าเขาไม่ยังไม่พร้อมที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนครับ
.
สำหรับการเรียนในระดับอนุบาล สิ่งที่สำคัญที่สุดของเด็กในช่วงก่อน 7 ขวบ คือ การเล่น และการเตรียมความพร้อมในการเรียน *** ไม่ใช่การเอาเนื้อหาทางวิชาการที่ต้องเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มาเรียนก่อนล่วงหน้า นะครับ ** (http://bit.ly/WhatKinderShouldDo)
.
การเตรียมความพร้อมในระดับอนุบาล จะต้องเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ใช้การเล่นเป็นกุศโลบาย (Playful Activity) ครับ เช่น ถ้าจะเตรียมความพร้อมเรื่องการอ่าน ก็อาจจะทำผ่านกิจกรรมการเล่านิทาน (Story Telling) แทน การเตรียมความพร้อมด้านภาษา ก็อาจจะใช้เพลง และกิจกรรมเข้าจังหวะเข้ามาช่วย หรือการฝึกเขียน ก็ใช้การลากเส้นต่อจุดต่างๆ เข้ามาเป็นเครื่องมือ
.
จริงๆ การฝึกเขียน ฝึกอ่าน ที่เป็นพื้นฐานในระดับอนุบาล นั้นสามารถทำได้ครับ แต่จะต้องไม่ใช่การนำเอาเนื้อหาของชั้น ป.1 มาเรียนล่วงหน้า ผมเห็นอนุบาลบางแห่ง สอนเด็กท่องสูตรคูณ สอนเด็กให้อ่านหนังสือที่มีตัวสะกดยากๆ (ผมเคยเจอคำว่า “เจ้าชายสิทธัตถะ” ในหนังสือที่ครูให้เด็กอนุบาลอ่าน ผมเห็นแล้วค่อนข้างไม่เห็นด้วยเลยครับ)
.
มีงานวิจัยที่ประเทศนิวซีแลนด์ เขาศึกษาเด็ก 2 กลุ่ม กลุ่มแรกถูกสอนให้อ่านอย่างเป็นทางการตอนอายุ 5 ขวบ อีกกลุ่มหนึ่งเพิ่งจะมาเรียนการอ่านแบบเป็นทางการตอนอายุ 7 ขวบ แต่ก่อนหน้านั้น อาจจะมีการสอนบ้าง แต่เป็นการสอนพื้นฐาน และใช้กิจกรรมการเรียนรู้เป็นหลัก (ไม่ใช่จับเด็กมาอ่าน มาสะกด) งานวิจัยนี้พบว่า เด็กที่ถูกฝึกให้อ่านอย่างเป็นทางการกลับไม่ชอบอ่านหนังสือ แถมมีทักษะการอ่านจับใจความที่ต่ำกว่าเด็กที่เพิ่งฝึกการอ่านอย่างเป็นทางการตอน 7 ขวบครับ
.
คุณพ่อคุณแม่ท่านใด ที่รู้จักผม จะเข้าใจดีว่า ผมเป็นคนที่เชื่อใน *** การฝึกฝนอย่างมีวินัยมากๆ *** เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นมากๆ ยืนยันว่า “ความอุตสาหะ และความเพียรพยายาม (Perseverance)” เป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ ต่อการประสบความสำเร็จในการเรียน
.
ผมถึงย้ำเสมอว่า เด็กในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ จะต้องตกลงกับลูก เพื่อจัดตารางเวลาในการฝึกทำแบบฝึกหัด อ่านทบทวนหนังสือ ไม่ต้องหนัก ไม่ต้องเคร่งเครียด แต่ต้องสม่ำเสมอ และมีวินัย แต่นั่นไม่ใช่สำหรับเด็กอนุบาลครับ
.
ผมคิดว่าสิ่งที่โรงเรียนควรจะต้องเตรียมให้กับเด็กในระดับอนุบาล ก็คือ “ความพร้อมเรียน” ซึ่งได้แก่ ความสามารถในการตอบสนองคำสั่งโดยทันทีเมื่อได้ยินคำสั่ง ความจำใช้งาน (Working Memory) ที่ดีเพียงพอ การประสานการทำงานระหว่างมือ และตา การทรงตัว การรู้จักควบคุมตนเอง และการยับยั้งชั่งใจ ตลอดจนการรู้จักคิดในมุมของคนอื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
– เด็กควรถูกฝึกให้ลากเส้นตรงได้อย่างมั่นใจ สามารถลากเส้นหลายๆ เส้น ได้อย่างถูกต้องตรงตามลำดับ
– เด็กจะต้องมีความสามารถปฏิบัติตามคำสั่ง ในหลายๆ คำสั่ง (2 – 4 คำสั่ง) ที่สั่งในคราวเดียวกัน ได้อย่างถูกต้อง ตรงตามลำดับ
– เด็กควรจะต้องได้รับการฝึกการทรงตัว การทำงานประสานกันระหว่างมือ และตา
– เด็กควรจะต้องได้รับการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ให้มีความสมบูรณ์ มีความสามารถในการกะระยะ
– เด็กควรจะต้องถูกฝึกให้รู้จักเล่นกับเพื่อน รู้จักการเป็นผู้นำ การช่วยเหลือน้องๆ ที่อายุน้อยกว่า
– เด็กควรจะต้องถูกฝึกให้มีสมาธิ พร้อมที่จะรับฟังคำสั่ง มีใจจดจ่อต่อกิจกรรมที่ทำ
– เด็กควรจะต้องถูกฝึกให้สามารถปฏิบัติตามคำสั่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง โดยทันที หลังจากที่ฟังคำสั่งนั้นจากคุณครู
– ฯลฯ
.
ผมยอมรับครับว่า เด็กที่ถูกติวเข้มทางวิชาการ โดยการเอาเนื้อหาของชั้น ป.1 มาเรียนก่อนในระดับชั้นอนุบาล 2-3 พอขึ้น ป.1 ในระยะแรกๆ คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกว่า เด็กมีผลการเรียนที่ดี ทำทุกอย่างที่ครูสอนได้อย่างถูกต้องเลยครับ จะทำไม่ถูกต้องได้อย่างไรล่ะครับ ก็เพราะสิ่งที่ครูสอน เขาเรียนมาแล้วทั้งนั้น แต่พอเขาต้องมาฟังในสิ่งที่เขาเรียนมาแล้ว เขาก็จะไม่มีแรงจูงใจที่จะฟังครูนะครับ พอเด็กมีพฤติกรรมแบบนี้นานๆ เข้า ก็จะติดนิสัยที่ไม่ชอบฟังที่ครูสอน จนอาจนำไปสู่การเป็นเด็กที่มีปัญหาทางด้านสมาธิในเวลาต่อมา
.
เด็กอนุบาลที่มีเก่งๆ ที่เก่งเพราะการเรียนล่วงหน้า พอโตขึ้นมา ตามประสบการณ์ของผม มักจะมีผลการเรียนที่แย่ลงเรื่อยๆ ครับ จนกลายเป็นเด็กที่มีผลการเรียนในระดับค่าเฉลี่ย หรือบางกรณีกลายเป็นเด็กที่มีผลการเรียนอ่อนไปเลยก็มีครับ
.
ทั้งหมดนี้ ผมจึงขออนุญาตสรุปนะครับว่า “ระดับอนุบาล เด็กต้องเล่น ต้องถูกเตรียมความพร้อม ไม่ใช่การติวๆๆๆ การฝึกฝน ควรทำอย่างสม่ำเสมอ และมีวินัย เมื่อเด็กเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อเขามีอายุ 7 ขวบ ขึ้นไป” ครับผม

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>

===============================
SE-ED Learning Center
เรียนกับซีเอ็ด เก่งพูดอังกฤษ เก่งคณิตอย่างเข้าใจ

สนใจหนังสือแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ FAN Math <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ ACTive English <คลิ้ก>
สนใจหนังสือภาษาอังกฤษ New Connection <คลิ้ก>
สนใจหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ Creative and Critical Thinking Skills <คลิ้ก>

Tel. 08-1832-2299, 0-2739-8888
Website: www.se-edlearning.com